ทวี ประชุมพรรคประชาชาติ ระดมความเห็น โครงการแลนด์บริดจ์ ยัน ไม่ขวางพัฒนา แต่ประโยชน์ต้องตกถึงประชาชน ไม่ใช่เอกชนไม่กี่ราย
วันที่ 5 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธานประชุมพรรค ทั้งในรูปแบบเสวนาผู้บริหาร และประชุมออนไลน์ ร่วมกับ สส. ที่ปรึกษา นักธุรกิจ และตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย
โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่โครงการเมกะโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า พรรคประชาชาติไม่ได้คัดค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และยอมรับว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์
“เรายืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาใดๆ แต่โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จะตกถึงประชาชน ไม่ใช่เอกชนเพียงไม่กี่ราย หากข้อมูลการศึกษาของโครงการยังไม่สมบูรณ์ และยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เพียงพอสำหรับการลงทุนระดับล้านล้านบาท ย้ำว่าการพัฒนาต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ เพราะมีผลกระทบระยะยาวต่อประเทศ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี ยกตัวอย่างโครงการรถไฟ ECRL ของมาเลเซีย ที่ใช้งบประมาณราว 6 แสนล้านบาท แต่สร้างโครงข่ายยาวกว่า 600 กิโลเมตร ขณะที่แลนด์บริดจ์ของไทยใช้งบสูงกว่า แต่ระยะทางสั้นกว่ามาก จึงต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า รวมถึงรูปแบบสัมปทานระยะยาวที่อาจกระจุกตัวอยู่กับเอกชนรายใหญ่
พ.ต.อ.ทวี กล่าวเตือนถึงบทเรียนจากโครงการ EEC ที่กว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า ทำให้ราคาพุ่งหลายเท่าตัว ต้องไม่ให้เกิดการเก็งกำไรที่ดินล่วงหน้า จนประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การให้สัมปทานโครงการกับเอกชนในระยะยาวถึง 99 ปี คือ ช่วงแรก 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี ซึ่งอาจกระทบต่ออธิปไตยและหลักนิติธรรม หากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน แนวทางที่ดี คือ ภาครัฐควรถือครองโครงสร้างพื้นฐานหลัก และกำหนดกติกาที่รัดกุม
พ.ต.อ.ทวี เสนอว่า การพัฒนาประเทศต้องไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง โดยควรเดินควบคู่กับนโยบายสวัสดิการ เช่น
- บำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท
- การศึกษาเรียนฟรีถึงปริญญาตรี
- ภาษีลาภลอย เพื่อนำกำไรจากโครงการรัฐกลับสู่ประชาชน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคประชาชาติเตรียมผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์เป็นวาระสำคัญในสภา เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และทำให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
“แลนด์บริดจ์ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนทั้งประเทศได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หรือกำไรของบริษัทไม่กี่แห่งและนี่คือโจทย์สำคัญของประเทศ ว่าจะเลือกการพัฒนาเพื่อทุกคน หรือการเติบโตที่กระจุกตัว” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
ด้าน นายรุ่งเรือง ทิพยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชาติ ระบุว่า การพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ต้องอิงตัวเลขที่เป็นจริง ต้องดูว่าค่าตอบแทนและศักยภาพโครงการเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่การปั้นตัวเลขขึ้นมา
นายรุ่งเรือง กล่าวต่อว่า ในส่วนของท่าเรือระนองมีศักยภาพ แต่ต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก ด้านท่าเรือชุมพรยังเน้นสินค้าเกษตร ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการรองรับอุตสาหกรรมหนัก ทำให้ความคุ้มทุนยังเป็นคำถามสำคัญ
ขณะที่ นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตกมธ.แลนด์บริดจ์ ระบุว่า ในพื้นที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน หอการค้าอาจสนับสนุน แต่ประชาชนที่ทำเกษตรและประมงจำนวนมากยังมีความกังวล ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากโครงการ
นอกจากนั้น โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีข้อกังวลเรื่องการถมทะเลกว่า 6,900 ไร่ และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง