ธปท. เปิดภาวะหนี้ เกษตรกร กว่า 4 แสนราย พุ่งสู่วิกฤต ติดกับดักจ่ายแค่ดอก ซ้ำรายได้ไม่เพียงพอแถมต่ำลงทุกปี แนะกุญแจ 3 ดอกแก้ปัญหา

วันที่ 5 พ.ค.2569 นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะหนี้เกษตรกรไทยกำลังแผ่ขยายและหยั่งรากลึกเป็นวิกฤตสะสมมากว่า 3 ปี สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) จึงจัดเก็บข้อมูลร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อวิเคราะห์หาทางออก

จากข้อมูลพบว่า หากประเมินจากตัวเลขหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลเท่านั้น อาจไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริงของปัญหาหนี้เกษตรกร เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมาได้ช่วยพยุงสถานะลูกหนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง

แต่ข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้เกษตรกรกว่า 3.97 ล้านรายย้อนหลังหนึ่งทศวรรษ พบความน่ากังวลคือ ปริมาณหนี้เกษตรกรได้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ ค่ากลางขยับจาก 200,000 เป็น 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า ลูกหนี้กว่า 30% มีหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 8 ปี และกว่า 30% กำลังแบกภาระหนี้เกินครึ่งล้านบาท

ติดกับดักจ่ายแค่ดอกไม่ปิดหนี้

นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า วิกฤตที่แท้จริงซ่อนอยู่ในพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน เป็นการจ่ายหนี้คืนแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งได้กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว โดยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ลูกหนี้ที่ชำระเพียงดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 20% เป็นเกินกว่าครึ่ง

ในขณะที่มีลูกหนี้เพียง 10% เท่านั้นที่สามารถจ่ายลดเงินต้นได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไร้มาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ลูกหนี้เกษตรกรกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะติดอยู่ในกับดักหนี้ที่ไม่อาจปิดจบได้ และจะกลายเป็นกับดักการพัฒนาที่บั่นทอนศักยภาพของครัวเรือนและภาคเกษตรไทยในระยะยาว

รายได้ไม่เพียงพอแถมต่ำลงทุกปี

นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า ข้อจำกัดเชิงศักยภาพและรายได้คืออุปสรรคสำคัญ โดยลูกหนี้เกษตรกรกว่า 42% มีรายได้คงเหลือไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงของรายได้ตกต่ำทุก 3 ปี เมื่อปริมาณหนี้พอกพูนจนเกินกำลัง รายได้ที่มีจึงถูกใช้เพียงเพื่อประคับประคองการจ่ายดอกเบี้ย ไม่สามารถชำระเพื่อลดเงินต้นได้

อีกทั้งเผชิญต้นทุนธุรกรรมแฝงจากการจับคู่ที่ไม่เหมาะสม (มิสแมตช์ชิ่ง) ของงวดชำระรายปีที่ไม่สอดคล้องกับรอบรายได้จริง ทำให้รายได้ของเกษตรกรกว่า 65% ที่เข้ามาถี่ขึ้นและจากหลายแหล่งมากขึ้น ไม่ได้ถูกจัดสรรมาชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับต้นทุนธุรกรรมในการไปชำระหนี้ที่สาขาที่สูงถึง 300–1,000 บาทต่อครั้ง ทำให้การชำระหนี้ก้อนเล็กที่มีเหลือในแต่ละเดือนไม่คุ้มค่า

แนะติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก

นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า การมุ่งเน้นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้ปัญหาหนี้ถูกแช่แข็ง ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มาตรการส่วนใหญ่เน้นการพักหนี้และเลื่อนงวดชำระอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงสถานะไม่ให้เป็นหนี้เสีย ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้ถึง 45% ในปัจจุบัน และถูกใช้เป็นวงกว้างแม้กับกลุ่มที่มีศักยภาพ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรไม่ตรงจุดแล้ว ยังบิดเบือนแรงจูงใจจนบั่นทอนวินัยทางการเงินด้วย

ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพเพื่อปลดล็อกให้การชำระหนี้ถึงเงินต้นกลับยังทำได้ในวงจำกัดสำหรับกลุ่มที่หนี้เกินศักยภาพ จึงต้องปิดช่องว่างนโยบายจากการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการระยะยาวที่มุ่งติดกระดุมเม็ดแรก ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไข และเปลี่ยนจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นต่างๆ สู่การปรับสัญญาชำระหนี้ให้ยืดหยุ่นขึ้น

“แรงจูงใจที่บิดเบือนจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีตและการขาดความตระหนักรู้ในสถานะหนี้ ก็เป็นกำแพงสำคัญที่ลดทอนความพยายามในการชำระหนี้ ทำให้ต้องมีการออกแบบนโยบายที่ถูกฝาถูกตัว” นางโสมรัศมิ์ กล่าว

วางกุญแจ 3 ดอกแก้ปัญหา

นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการแก้ไขคือ การปรับเปลี่ยนมาตรการให้ถูกฝาถูกตัวผ่าน 3 ข้อ ได้แก่

  1. ลดมาตรการช่วยเหลือที่ไร้เงื่อนไขแก่กลุ่มลูกหนี้ที่ปิดจบหนี้ได้เอง
  2. มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและลดภาระหนี้ต้องแบบมีเงื่อนไขแก่กลุ่มลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้
  3. กลุ่มลูกหนี้ที่อาจปิดจบได้หากมีการปรับพฤติกรรม เปลี่ยนวัฒนธรรมจากจ่ายแต่ดอกให้กลับมาลดเงินต้นได้ตามศักยภาพ

โดยมองว่า กุญแจสำคัญสู่การแก้หนี้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมมี 3 ดอก ได้แก่

  1. งบประมาณจากรัฐต้องเน้นการลงทุนมากกว่าการอุดหนุน
  2. โมเดลแก้หนี้ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการเงินเข้ากับลูกหนี้ มุ่งมั่นชำระหนี้เต็มกำลัง
  3. ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาช่วยมุ่งเป้า ประเมินศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและการช่วยเหลือตอบโจทย์รายบุคคลได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน