‘ณัฐพงษ์’ แนะ ทำโครงการระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ ดีกว่า แลนด์บริดจ์-SEC ชี้ ยกระดับรายได้ พัฒนาพื้นที่ตอบโจทย์ชีวิตคนใต้
เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) สรุปปิดญัตติว่า การพิจารณาและสื่อสารเรื่องนี้อย่างรอบด้าน คงไม่ใช่แค่เราต้องการหาคำตอบว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่ หรือจะทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) หรือไม่
แต่คำถามที่สำคัญมากกว่า คือ ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนจะมีหน้าตาแบบไหน ตนขอยกตัวอย่างเพื่อนสมาชิกจาก จ.ชุมพร ของพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งคำถามสะท้อนถึง สนข. อยู่หลายครั้ง ตนจึงอยากถามนายกฯ ว่า ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำโครงการดังกล่าว ท่านได้ฟังเสียงสมาชิกเพื่อนร่วมพรรคของท่านอย่างถ้วนถี่แล้วหรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การพิจารณาญัตตินี้เป็นการพิจารณาว่า สภาฯ จะตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ฉะนั้น ในเมื่อเพื่อนสมาชิกทุกพรรคก็มีคำถามต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ปัดตกญัตติดังกล่าวไม่ให้ตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมา นอกจากรัฐบาลต้องการปิดหูปิดตา ดึงดันเดินหน้าดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสาระสำคัญที่เพื่อนสมาชิกได้สะท้อนออกมาว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจะดูแค่ตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ตนอยากให้ทุกคนถอยกลับมาก่อน อย่าเพิ่งไปเถียงกันในรายละเอียดว่าตัวเลขนี้ปั้นมา ตัวเลขนี้ถูกต้อง คุ้มหรือไม่ SEC ทำแล้วดีหรือไม่
แต่เราต้องเริ่มจากฐานคิดกันก่อนว่า เรามอง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและซัพพลายเชนโลก ตอบโจทย์ภูมิศาสตร์โลก หรือเรามองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคนที่เขาใช้ชีวิตประกอบอาชีพ สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน
โดยตนได้ฟังเพื่อนสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลอภิปรายยืนยันแนวคิดแรกกันเยอะมาก หลายคนมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงกรณีช่องแคบมะละกา ว่านี่คือโอกาส ซึ่งตนไม่เถียง ท่านอาจใช้เหตุผลเช่นนี้มาสนับสนุนได้ แต่นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันว่าท่านใช้ฐานแนวคิดว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้าโลก ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ตอบโจทย์คนภายนอก ไม่ได้ตอบโจทย์คนภายในประเทศ
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคน ชาวใต้ทุกคนต้องมีโอกาสและอนาคตที่ดีกว่านี้ในบ้านเกิดของพวกเขา และหากเราจะลงทุนได้อย่างถูกจุด มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างถูกต้อง เราต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอ
วันนี้พี่น้องชาวใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรประมาณครึ่งหนึ่งของเกษตรกรที่ประกอบอาชีพประมงและการเกษตรในภาคใต้ ยังขาดสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง ยังไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง เขายังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ มีการเข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศ
เรื่องการท่องเที่ยวก็มีปัญหาเรื่องความกระจุกตัว แถม 14 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นด่านหน้าของวิกฤต Climate Change เขาต้องการอะไรที่ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดมาแล้วว่า รัฐบาลจะหาทางออกให้กับพวกเขาอย่างไร
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในขณะที่ภาคใต้มีความมั่นคงทางอาหาร เป็นแหล่งหลักของประเทศในการทำเรื่องการเกษตร แต่ 11 จังหวัดกลับมีปัญหาเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มันเป็นไปได้อย่างไร จะเห็นได้ว่าใน 30 ปีที่ผ่านมา ยิ่งพัฒนาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคใต้กับภาคอื่น ก็พบว่ายิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ
จากการที่ตนลงไปในพื้นที่ภาคใต้ ได้พบกับพ่อเฒ่าแม่แก่ สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาเป็นสิ่งเดียวกัน คือ เขารู้สึกว่าหากมองย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าคนใต้มีศักดิ์ศรี คนใต้มีวิถีชีวิต มีความมั่นคงในชีวิตมากกว่าในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เราบอกว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีของดีในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่รายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้กลับหดตัวลงทุกปี ยิ่งทำยิ่งจน นี่เป็นปัญหาว่าทำไม 30 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ทำไมยิ่งพัฒนาจึงยิ่งเหลื่อมล้ำมากกว่าภาคอื่นขึ้นทุกปี โดยต้นตอของปัญหา เราจะพบว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจภาคใต้มีความบอบบาง ทำให้เรารู้สึกว่ายังขาดความเข้มแข็งภายในอีกหลายอย่าง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตกลงแล้วแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกรหรือกำลังจะไปทำลายความมั่นคงทางที่ดินของเกษตรกรให้ลดลง ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่ 5 จังหวัด แทนที่รัฐบาลจะไปวางแผนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อให้กระจายไปยังจังหวัดเมืองรองหรือกระจายไปในชุมชนต่างๆ
คำถามที่สำคัญ คือ แลนด์บริดจ์ ทำให้เกิดภาพนั้นหรือไม่ หรือกำลังจะทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวของภาคใต้ลงไปอีก แลนด์บริดจ์กำลังจะทำให้เกิดการลงทุนที่กระจายไปในชุมชนหรือแค่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุน
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC คือ ข้อเสนอในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) คือการเอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา
โดยกรอบการพัฒนา SBRC แตกต่างจาก SEC คือไม่ต้องออกกฎหมาย รวบอำนาจกฎหมายกลางมาละเว้นกฎหมายอีกหลายฉบับ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่
- ความมั่นคงในที่ดิน
- เกษตรกรเพิ่มมูลค่าเกื้อกูลชีวภาพ
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์
- ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ
- บริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ที่จะเป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี
เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้น ขอสภาฯ ได้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย