โรม โต้ข่าวลือ‘โปลิตบูโร’ หลังม่านเป็นคนจิ้ม ‘สุรพล’ ยัน ปชน.ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ น้อมรับคำวิจารณ์-ขอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ย้ำช่วงเวลานี้ต้องจับมือกันเพื่อขจัด ระบอบสีน้ำเงิน
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 เป็นประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาชน ว่า ขอยืนยันกับทุกคนว่าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ กฎหมายหลายฉบับเราพยายามต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลผลิตมรดกของระบอบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การที่เราได้ร่วมงานกับนายสุรพล มันคงไม่ทำให้เปลี่ยนอุดมการณ์ เราน้อมรับคำวิจารณ์ ตนมองว่านายสุรพล คือคนที่เราเชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทเป็นพันธมิตรและกำลังที่สำคัญที่จะช่วยเรา รับมือกับปัญหาไม่ว่าจะเป็นระบอบสีน้ำเงิน และอีกหลายๆ อย่าง
การตัดสินใจแบบนี้คงจะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งเราต้องรับคำวิจารณ์ และหากตัดสินใจไป ไม่ว่าจะถูกหรือผิดอย่างไร ผู้บริหารและคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับทั้งผิดทั้งชอบให้ได้ ซึ่งการตัดสินใจของผู้บริหารพรรคก็คงคิดไว้อยู่แล้วที่จะต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างที่ตามมา
เมื่อถามว่านายสุรพลยืนยันว่าไม่เคยเปลี่ยนหลักการ แต่พรรคประชาชนระบุว่าเปลี่ยนแล้ว ทำไมถึงดูย้อนแย้ง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พรรคประชาชนกำลังรื้อโครงสร้างของระบอบรัฐประหารที่ฝังรากลึกผ่านรัฐธรรมนูญและผ่านกลไกต่างๆ ซึ่งใครก็ตามที่มาร่วมทำงานกับพรรคประชาชน น่าจะรู้อยู่แล้วถึงอุดมการณ์ของพรรคในการเดินหน้าว่าจะไปในทิศทางไหน ไม่อยากให้เอาคำเพียงเล็กน้อยมาเป็นตัวตัดสิน
พรรคประชาชนยืนยันว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหาร และไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ที่เป็นมรดก ของ คสช. นอกจากนี้ อุดมการณ์ของพรรค ประชาชน ก็ต่อต้าน สนช. และ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งมาโดยตลอด ทั้งนี้ เมื่อพรรคประชาชน ดึงนายสุรพลเข้ามาทำงาน ก็ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป
เมื่อถามว่ามีการเอาไปเปรียบเทียบกันกับกรณีของพรรคเพื่อไทยที่ไปจับกับพรรคภูมิใจไทย แล้วช่วงนั้นพรรคประชาชนออกมาวิจารณ์หนัก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่ได้อยากจะมาเทียบกันว่าใครดี ใครไม่ดีกว่ากัน เพราะมันเทียบกันไม่ได้ ขอให้ประชาชนเป็นคนมองดีกว่า แต่ตนคิดว่าเราเป็นพรรคที่ไม่เคยทรยศหักหลังใคร
คนที่เข้ามาในพรรค อาจมีเสียงวิจารณ์ กรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรก แต่เราต้องยอมรับ ยืนยันว่าวิธีคิดของเรา คือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อรับมือกับระบอบสีน้ำเงินที่กัดกินสังคมไทย กินรวบทุกอย่าง ไม่ต้องไปพูดถึงว่าองค์กรอิสระหรือ สว. เป็นอย่างไร
“วันนี้บ้านเมืองมาถึงขนาดนี้ ถ้าเราไม่พยายามรวมพลังให้มากที่สุดเพื่อต่อต้านกับระบอบสีน้ำเงิน คำถามคือประเทศไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เวลาพูดว่ารวมพล รวมพลังให้มากที่สุด ผมต้องเน้นย้ำคือไม่ใช่ว่าเราจะทำทุกวิถีทาง ทำวิธีการไหนก็ได้ ขอให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ชัยชนะ ไม่ใช่แบบนั้น สุดท้าย สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น คือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้
หลักการที่ถูกต้องคืออะไร เราก็ต้องเดินแบบนั้นสุดท้ายคนที่มาร่วมทางกับเราคงจะมีความหลากหลาย ในอดีตคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสุดท้ายสิ่งที่เราพยายามเดินอยู่ คิดถูกหรือคิดผิด แต่ผมยืนยันว่าโดยเจตนาของเราชัดเจน เราไม่ได้ต้องการสนับสนุนระบอบรัฐประหาร เราไม่เคยเห็นด้วย ดังนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืน” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ เพราะการเอานายสุรพลมา โดยข้ามคนที่เคยทำงานอยู่ในพรรคหรือผู้สนับสนุนพรรคเห็นว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แต่ละคนคงคิดไม่เหมือนกัน ตนคิดว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ดี ผู้สนับสนุนพรรควิพากษ์วิจารณ์ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคนี้ไม่มีเจ้าของ
เมื่อถามว่าแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงฝ่ายขวาหรือไม่ ว่าเราพร้อมประนีประนอม เพื่อจะได้เป็นรัฐบาลหรือได้อำนาจ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เวลาเรามองเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราตั้งธงว่าจะประนีประนอม แต่เราพยายามชี้ว่ามีปัญหา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ฮั้ว สว. ทุจริต วันนี้มีการกินรวบจนน่ารังเกียจ ปัญหาสแกมเมอร์ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงรองนายกฯบางคนหรือไม่
“วันนี้มันไม่ใช่เรื่องประนีประนอม แต่มันเป็นเรื่องของการบอกว่านี่คือศัตรูที่กำลังทำลายชาติ จะมีใครมาร่วมกับพวกเราบ้าง ผมคิดว่านี่คือหมุดหมายที่เราพยายามส่งสัญญาณ จึงไม่ใช่เรื่องการประนีประนอม” นายรังสิมันต์ กล่าว
ต่อข้อถามว่าคนพุ่งเป้ามาที่โปลิตบูโรว่าเป็นคนเลือกนายสุรพล เข้ามา ซึ่งข้อเท็จจริง นายสุรพลเข้ามาได้อย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อย่าไปลงลึกในรายละเอียด เอาเบื้องต้นก่อน ประการแรก ไม่มีโปลิตบูโร ซึ่งโปลิตบูโรไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของพรรค อาจจะเป็นชื่อเรียกหรือเป็นอะไรแบบนั้น
ประการที่สอง ตนคิดว่านายสุรพลมีส่วนร่วมกับพรรคประชาชน อย่างน้อยที่สุดคือการเป็นพยานในคดีต่างๆ ก็คงได้เห็นบทบาทของนายสุรพลในลักษณะแบบนั้น ดังนั้น อย่าไปลงลึกรายละเอียดเรื่องกระบวนการมาอย่างไร เมื่อผู้บริหารตัดสินใจแบบนี้ ก็ต้องพิสูจน์กันด้วยเวลา และหลาย ๆ อย่างว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด