ผกก.มักกะสัน สั่งย้ายแล้ว ตำรวจในคลิป ไม่ให้พบเจอผู้คนสักระยะ ปรับหนุ่มลาวขับรถจนดราม่า แจงสาเหตุถูกเรียก เชื่อแค่อธิบายข้อกฎหมาย ไม่ได้จะปรับ 4 พัน กำลังติดต่อเจ้าของรถ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถ เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ขับยนต์ป้ายทะเบียนต่างประเทศ แล้วถูกตำรวจเรียกตรวจ พร้อมแจ้งข้อหาในลักษณะที่น่าเคลือบแคลงใจ อ่านข่าว หนุ่มลาวขับรถเที่ยวกรุง เจอตร.เรียกเข้าด่าน บอกเลี้ยวไม่ได้ จะปรับ 4,000 สุดท้ายจ่าย 500 ไร้ใบสั่ง

ล่าสุดวันที่ 7 ก.ค.69 พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน ได้ชี้แจงความคืบหน้าและการดำเนินการของ สน.มักกะสัน แล้วว่า สน. ได้รับทราบเรื่องและคลิปดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปรากฏในคลิปทั้งหมด ไปปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกจราจรประจำตู้จราจรแทน โดยไม่ให้พบปะหรือปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชนชั่วคราว และได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อสรุปว่า เรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

นอกจากนี้ ทาง สน. กำลังพยายามติดต่อผู้เสียหายหรือคู่กรณีอีกฝ่ายผ่านทาง Facebook แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ โดยต้องการเชิญมาให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมและสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า สำหรับเส้นทางดังกล่าว สามารถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดหรือต้องรอสัญญาณไฟ พ.ต.อ.อุรัมพร กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่กำลังกวดขันวินัยจราจรตรงจุดนั้น กับคนที่เดินเข้ามาพูดคุย น่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ สาเหตุที่เรียกตรวจ คาดว่า สังเกตเห็นว่ารถคันดังกล่าวไม่ใช้ป้ายทะเบียนประเทศไทย (เป็นป้ายทะเบียนต่างประเทศ) จึงเรียกให้จอดเพื่อตรวจสอบ แต่เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ปกติบริเวณทางแยกมักจะมีรถฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรบ่อยครั้ง โดยมักจะทำทีเป็นขับตรงไปเพื่อขึ้นทางด่วนแต่ไม่ขึ้น แล้วกลับหักเลี้ยวซ้ายทันที ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนที่เจ้าหน้าที่พบเจอเป็นประจำอยู่แล้ว จึงอาจทำให้คนเดินเข้ามาพูดคุยเข้าใจผิดว่าเป็นการเรียกตรวจในข้อหาเลี้ยวซ้ายฝ่าฝืนสัญญาณไฟ

ส่วนประเด็นเรื่องค่าปรับ 4,000 บาทนั้น คาดว่าตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้างานน่าจะอธิบายตามข้อกฎหมาย ที่มีอัตราโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท แต่​ยังไม่ได้ปรับจริง และในวันเกิดเหตุตำรวจมีเครื่องเปรียบเทียบปรับจราจร (เครื่อง PTM) อยู่กับตัว แต่อาจจะเป็นการอธิบายที่พูดไม่ครบถ้วนหรืออธิบายไม่ชัดเจน จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าถูกเรียกเก็บเงินค่าปรับ 4,000 บาททันที ทั้งที่จริงๆ เป็นเพียงการแจ้งอัตราโทษสูงสุดตามกฎหมายเท่านั้น

เบื้องต้น สน. อยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ และพยายามประสานงานเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากฝั่งคนขับรถ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน