พริษฐ์ บี้ ‘กกต.-ดีเอสไอ’ ใช้มาตรฐานเดียว สอบหมด ‘สว.สีน้ำเงิน-สีส้ม’ มองพฤติกรรมโกงสว. ถ้าเรียกรับผลประโยชน์-สัญญาจะให้ผิดหมด จี้รมต.ตอบคำถาม แทนที่ฟ้อง‘ไอลอว์’คนเปิดโปง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคภูมิใจไทยจ่อฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ภายหลังยื่นหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. โดยเปิด 9 รายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่าจะมีการฟ้องนายยิ่งชีพ

ตนมองว่าการที่นายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อถูกตั้งคำถาม แทนที่จะฟ้องบุคคลนั้น ท่านควรชี้แจงข้อกล่าวหาหรือคำถามที่ผู้ตั้งคำถามได้ตั้งมากกว่า

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากเราฟังข้อมูลนายยิ่งชีพ จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง โดยนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง สามารถชี้แจงได้ง่ายๆ เช่น ข้อมูลที่มีการกล่าวหาว่านายอนุทินไปประชุมร่วมกับสว. และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา แทนที่จะมาฟ้องคนที่ตรวจสอบ ทำไมไม่ตอบให้ชัดว่าวันนั้นนายอนุทินอยู่ที่ไหน ไปโรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่ มีการประชุมร่วมกับ สว.หรือไม่ หากมีการประชุมกันจริง ประชุมเรื่องอะไร

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า อีกกรณีคือกรณี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ซึ่งสอดรับกับข้อมูลที่มีการเปิดเผยไปเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ทีมงานได้โทรหานายทรงศักดิ์ ว่ามีการรวบรวมบัญชีรายชื่อของผู้สมัครสว.ที่อยู่ในกระบวนการเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายทรงศักดิ์ ทำได้ ควรมาชี้แจงว่ามีการพูดคุยกับผู้สมัคร สว. จริงหรือไม่ หากติดต่อกันจริง พูดคุยกันเรื่องอะไร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ก็สอดรับกับพยานที่มีการพูดคุยกันบนเวทีเสวนาของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 12 ก.ค. สิ่งที่นายศุภชัย ทำได้ไม่ใช่การฟ้อง แต่ต้องมาชี้แจงว่าวันนั้นได้ไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่

โดยภาพรวม ตนมองว่าไม่ว่านายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิง แทนที่จะมาดำเนินคดีกับผู้ที่ตั้งคำถาม ท่านควรตอบให้ตรงคำถาม ก็ะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น และขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ามีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่

สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบทำได้มากกว่าตนหรือนายยิ่งชีพ คือการไปตรวจสอบกับโรงแรมหรือดูกล้องวงจรปิดว่าในโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ วันนั้นนายอนุทิน ปรากฏตัวหรือไม่ หรือมีนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยได้ปรากฏตัวร่วมกับสว.หรือไม่ หรือย้อนดูกล้องวงจรปิดของโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ว่านายศุภชัย มีการปรากฏตัวหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้กระทั่งข้อกล่าวหามีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ระหว่างผู้สมัครสว.กับนายทรงศักดิ์ ตนเชื่อว่าอยู่ในวิสัยของ กกต.หรือดีเอสไอ ที่จะขอดูหลักฐานได้ว่ามีการโทรติดต่อกันหรือไม่ อยากได้รับคำยืนยันว่าหน่วยงานตรวจสอบได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่

เมื่อถามถึงนายศุภชัย ใจสมุทธ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุพฤติกรรมการทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมเด็กๆ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ต้องรับได้กับข้อกล่าวหาที่มีอยู่ ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการฟ้องปิดปากและข่มขู่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าทุกคนดูเจตนาออกว่าทำไมจึงทำพฤติกรรมเช่นนี้ หากนายกฯ หรือคนอื่นๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องจริงก็แค่ออกมายืนยันชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่าหน่วยงานตรวจสอบ มีอำนาจทุกอย่าง รวมถึงการคอนโทรลอยู่ในมือของรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังที่จะตรวจสอบได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่เรามีตรวจสอบเรื่องนี้ ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้คือความคิดเห็นของประชาชน

หากประชาชนที่รับฟังและรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้ แล้วเห็นตรงกับเราว่าควรส่งเรื่องนี้ไปที่ศาล ตนคิดว่าหน่วยงานตรวจสอบไม่ว่าจะถูกครอบคลุมโดยกลุ่มการเมืองใด ก็หวังว่าเสียงของประชาชนจะยังมีความหมายอยู่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สังคมตั้งคำถามถึงความไว้วางใจที่เรามีต่อ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเฉพาะมี 4 คนที่ถูกรับรองโดยสว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ตนขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่าหากมีหลักฐานชัด แล้วท่านตัดสินใจไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลหรือตัดสินใจขวางคดี เพื่อปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ตนคิดว่า กกต.ต้องคิดหนักว่าจะเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องคนเหล่านี้หรือไม่

ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร ระบุฝ่ายค้านกล่าวหาว่า สว.สีน้ำเงิน แต่สว.สีส้ม ก็เป็นของพรรคประชาชนเหมือนกัน เพราะตอนเปิดรับสมัคร ล้วนอยู่ในกลุ่มของคณะก้าวหน้า และพรรคประชาชนและ สว.กลุ่มนั้นก็เป็น สว.ในสภาเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า จริงๆ ตั้งแต่ตนตรวจสอบเรื่องนี้เข้มข้น และสื่อสารออกไปทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริง หรือข้อกล่าวหาไปเกี่ยวกับบุคคลใด ตนเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาทุกฝ่าย

“หากนายศุภชัย เชื่อว่ามีการกระทำผิดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจริง เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเรื่องนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบรับฟัง และตรวจสอบตรงไปตรงมากับทุกกลุ่มที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่อยากเห็นคือ หน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมา มาตรฐานเดียวกันกับทุกกลุ่ม ไม่ใช่หน่วยงานตรวจสอบตัดสินใจปกป้องกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากย้อนดูคดีที่เกี่ยวกับการฮั้ว สว. ความจริงมีหลายคดี กกต.มีมติส่งเรื่องไปศาลแล้ว มีคดีหนึ่ง ที่ จ.ชลบุรี เป็นแค่ผู้สมัคร สว. 2 คนไลน์คุยกันขอแลกคะแนนกัน ไม่ได้ปรากฏเส้นเงิน หรือจ้างคนมาโหวต แต่หลักฐานแค่นั้น กกต.เคยมีมติเพียงพอส่งเรื่องไปศาลแล้ว

สิ่งที่กังวลใจคือว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลายคนใน ครม. หรือสภา หลักฐานชัดเจนหนักแน่นกว่า มีเส้นเงิน เสนอผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หวังว่า กกต.จะส่งเรื่องไปที่ศาลเหมือนกัน

“คงเป็นเรื่องประหลาดมาก หากคดีที่มีหลักฐานแค่แชทไลน์ กกต.ส่งศาล แต่พอคดีเกี่ยวกับคนจำนวนมาก เส้นเงิน การจ้างคนสมัคร คนโหวต กกต.กลับไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ดังนั้น สิ่งที่เราเรียกร้องคือ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับทุกกลุ่ม ด้วยมาตรฐานเดียวกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคประชาชนหรือฝ่ายค้านไม่กล้าเปิด ทำให้นายยิ่งชีพ ต้องมาพลีชีพเปิด 9 รายชื่อนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ตอนนี้การตรวจสอบคดีดังกล่าว มีหลายฝ่ายดำเนินการอยู่ แต่ละฝ่ายอาจทับซ้อนกันบ้าง

ฝั่งฝ่ายค้านเราเดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่ทั้งกลไกในและนอกสภา และวันที่ 26 ก.ค.นี้จะจัดเสวนาอีกรอบ นำพยานชุดใหม่ นำเสนอหลักฐานใหม่ มีวิทยากรคือนายยิ่งชีพ มาร่วมอภิปรายด้วย คิดว่าเป็นการทำงานหลายฝ่ายร่วมกัน ตรวจสอบคดีสำคัญ เกี่ยวข้องกับคนใน ครม. และ สส.ในสภาฯ

เมื่แถามถึงสว.สีส้ม ที่นายศุภชัยกล่าวหานั้น หากไอลอว์ พรรคประชาชน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ทำงานรณรงค์ร่วมกัน ก็ไม่ต่างจาก สว.สีน้ำเงินที่จัดตั้งเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ย้ำว่า พฤติกรรมที่คิดว่าถูกกล่าวหาในเวลานี้ ตนใช้คำว่าโกง สว. ไม่ใช่ฮั้ว สว. เพราะไม่ใช่แค่จัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ที่อาจทำโพยหรือแลกคะแนนระหว่างกัน

แต่เราพูดถึงกระบวนการที่จ้างคนมาสมัคร มาโหวต เสนอเงินทอง ตำแหน่ง มาเกี่ยวข้อง จ่ายค่าที่พักรวมตัวก่อนวันเลือก ใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ ควรส่งเรื่องไปที่ศาลทั้งหมด ดังนั้น หากยืมคำพูดนายกฯ คือปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ยืนยันว่าเราเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ตรวจสอบทุกฝ่ายตรงไปตรงมา ใครมีพฤติกรรมโกง สว.เช่นนี้ ต้องส่งเรื่องไปที่ศาล

เมื่อถามว่านายศุภชัยระบุที่มาไม่ต่างกันเลยระหว่าง สว.สีส้ม กับ สว.สีน้ำเงิน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่กล่าวหาคืออะไร แต่สำหรับตน พฤติกรรมที่เป็นปัญหา ใครก็ตามไม่ว่าชื่ออะไรหรือมีความคิดทางการเมืองแบบใด กกต.ควรส่งเรื่องไปที่ศาล

ต่อข้อถามว่ามีสว.บางคนย้อนว่าการที่มี สว.สารพัดสี ไม่ได้ผิด เพราะสมัยก่อนก็มีสภาผัวเมียเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่เราพูดถึงคือการทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือก สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน

คิดว่าถามใครที่อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ย่อมเห็นตรงกันว่า การจ้างคนมาสมัคร หรือลงคะแนนให้ ไม่ว่าด้วยเงินทอง หรือสปอนเซอร์ค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือสัญญาว่าถึงแม้ไม่ได้ แต่ให้ตำแหน่งผู้ช่วย พฤติกรรมนี้มันผิด ใครที่ทำพฤติกรรมนี้ กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล แค่นั้นเลย ไม่ต้องเปรียบเทียบกับ สว.ยุคก่อน ที่มีกระบวนการได้มาแตกต่างกันไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน