แพทย์เตือน “ปวดกระดูก-อ่อนเพลียเรื้อรัง” อย่ามองข้าม อาจเป็นสัญญาณมะเร็งไขกระดูก เผยหลักจำง่ายแค่ท่อง “CRAB” พร้อม 4 กลุ่มเสี่ยง

อาการปวดกระดูกเรื้อรังหรืออ่อนเพลียผิดปกติ อาจไม่ใช่แค่ผลจากการทำงานหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของ โรคมะเร็งเม็ดเลือดที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์พลาสมาในไขกระดูก ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและควบคุมโรคได้

นพ.หลิว ป๋อเหริน (Liu Bo-ren) แพทย์ด้านเวชศาสตร์โภชนาการและเวชศาสตร์เชิงหน้าที่ของไต้หวัน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ป่วยรายหนึ่งเข้ารับการตรวจหลังมีอาการปวดกระดูกและอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก่อนผลตรวจจะยืนยันว่าเป็นโรคมะเร็งไขกระดูก

มะเร็งไขกระดูกพบมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แพทย์ระบุว่า อัตราการพบโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยโรคเกิดจากเซลล์พลาสมา (Plasma Cells) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างแอนติบอดี เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งและเพิ่มจำนวนผิดปกติภายในไขกระดูก ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดปกติลดลง พร้อมสร้างโปรตีนผิดปกติที่สามารถทำลายไตและกระดูกได้

จำอาการด้วยหลัก “CRAB”

เนื่องจากโรคนี้มีอาการหลากหลายและอาจถูกวินิจฉัยผิดได้ง่าย แพทย์จึงแนะนำให้สังเกตอาการผ่านหลักจำง่าย CRAB ได้แก่

1. C (Calcium) ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง

เกิดจากกระดูกถูกทำลายจนแคลเซียมหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก และในรายรุนแรงอาจเกิดภาวะสับสนหรือหมดสติ

2. R (Renal) ไตทำงานผิดปกติ

โปรตีนผิดปกติจากเซลล์มะเร็งอาจอุดตันหน่วยไต ทำให้เกิดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นฟอง และมีอาการบวมที่ขา

3. A (Anemia) ภาวะโลหิตจาง

เมื่อไขกระดูกถูกเซลล์มะเร็งแทรกแทนที่ การสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลง ส่งผลให้เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหายใจเหนื่อย

4.B (Bone) ความผิดปกติของกระดูก

เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะอาการปวดหลัง ปวดหน้าอก หรือปวดกระดูกเรื้อรัง และในบางรายอาจเกิดกระดูกหักได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับแรงกระแทกมาก

4 กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง

แม้สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจุบันพบว่าปัจจัยต่อไปนี้อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ผู้ชายมีโอกาสพบโรคมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
  • ผู้ที่สัมผัสสารเคมีหรือสารพิษเป็นเวลานาน เช่น ยาฆ่าแมลง สารกำจัดวัชพืช ไดออกซิน หรือโลหะหนัก
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ

การรักษาเน้นควบคุมโรคและคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันการรักษามุ่งควบคุมการดำเนินโรค ยืดอายุผู้ป่วย และลดภาวะแทรกซ้อน โดยแนวทางการรักษาประกอบด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ยาปรับภูมิคุ้มกัน ยาสเตียรอยด์ เคมีบำบัด และในผู้ป่วยที่เหมาะสมอาจพิจารณาปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของตนเอง

แพทย์ระบุว่า เป้าหมายของการรักษาไม่ได้มีเพียงการกำจัดเซลล์มะเร็ง แต่ยังรวมถึงการลดผลข้างเคียงและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอาจใช้การดูแลด้านโภชนาการร่วมกับการรักษาหลัก เช่น การควบคุมการอักเสบ ดูแลสุขภาพกระดูก ปกป้องการทำงานของไต และเสริมภาวะโภชนาการตามคำแนะนำของแพทย์

ดูแลตัวเองที่บ้านก็สำคัญ

ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • ป้องกันการติดเชื้อด้วยการสวมหน้ากาก ล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงอาหารดิบ เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • ระมัดระวังการหกล้ม เพราะกระดูกเปราะและหักได้ง่าย
  • สังเกตความผิดปกติของปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะเป็นฟองหรือปริมาณปัสสาวะลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะไตผิดปกติ

ทั้งนี้ แพทย์เน้นย้ำว่า ผู้ที่มีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง เหนื่อยล้าผิดปกติ หรือมีอาการตามหลัก “CRAB” ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน แต่ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษาในระยะยาว

ที่มา: hk01

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน