วรศิษฎ์ ลั่น ส.ค. พวกทุจริตท้องถิ่นต้องพ้นตำแหน่ง ระบุใครเอี่ยวต้องโดนโทษทางอาญาหมด เผยการถอดถอนเป็นเรื่องของอปท.
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ขณะนี้รายชื่อของผู้ที่มีการแก้คะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) อีกครั้งเพื่อสรุป รวมถึงทำเรื่องหลักเกณฑ์ปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้ ซึ่งจะมีการประชุม กสถ. ในวันที่ 5 ส.ค.
จากนั้นในวันที่ 6 ส.ค. จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เพื่อรับทราบ และเมื่อ ก.กลาง รับทราบเสร็จเรียบร้อยจะไปยัง ก.จังหวัด ทุกจังหวัด ที่มีข้าราชการไปบรรจุทั้งหมด และหลังจาก ก.จังหวัด รับทราบเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แต่ละคนได้ไปบรรจุ เพื่อทำการถอดถอนต่อไป
เมื่อถามว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เพราะฝ่ายค้านระบุว่าผ่านมาเดือนกว่าแล้ว นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทุกอย่างเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิ.ย. ขณะนี้ผ่านมาประมาณ 1 เดือนกับ 10 วัน เรากำลังทำเรื่องการจับทุจริต ที่ต้องเรียกว่าทุจริตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เป็นหมื่นคน
เราใช้เวลา 1 เดือนกับ 10 กว่าวัน ก็เห็นหมดแล้วถึงปลายทางของคนที่ทุจริตเกือบ 6,000 คน ว่ามีใครบ้าง หลังจากนี้พอประชุม กสถ. เสร็จสิ้นไปสู่ ก.จังหวัด จึงขึ้นอยู่กับ ก.จังหวัดแต่ละที่ว่าจะนัดประชุมเมื่อไหร่ ซึ่งตนคิดว่าพอเป็นวาระเร่งด่วนแบบนี้คงใช้เวลาไม่นาน อาจจะไม่กี่วันหลังจาก ก.กลางทำเรื่องส่งไป
จากนั้นจะเป็นเรื่องของผู้บริหารท้องถิ่นต่างๆ ที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งการจะกำหนดว่า จะจบหรือถอดถอนเสร็จสิ้นเมื่อใด ขึ้นอยู่กับปลายทางแต่ละที่ ตรงนี้เราไม่สามารถไปกำหนดได้ แต่เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน
เมื่อถามว่าการดำเนินการถอนผู้ที่ทุจริตเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ใช่หรือไม่ ที่จะต้องส่งมา นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะการบรรจุตั้งแต่แรกก็เป็นอำนาจของท้องถิ่นที่จะรับไป ขณะที่ อำนาจของ กสถ.นั้น เริ่มจากท้องถิ่นที่รับไป เป็นการรับมาจากประกาศของกสถ.
จุดเริ่มต้นมีปัญหาเรื่องการประกาศผู้ที่ผ่านการสอบ ฉะนั้น กสถ. ต้องแก้ที่จุดแรกที่การประกาศผลสอบมีปัญหา และส่งข้อมูลที่มีการตรวจสอบทั้งหมดแล้วส่งกลับไป เพราะอยู่ๆ จะบอกว่าให้ท้องถิ่นไปถอนไม่มีข้อมูล ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่ามีปัญหาเรื่องคะแนนจริงๆ ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ ฉะนั้น ต้องมีหลักที่ให้ท้องถิ่นได้พิงด้วย ไม่เช่นนั้นจะวุ่นวายไปกันใหญ่
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระบวนการที่ใช้เวลา 1 เดือน กับ 10 วัน มีความคืบหน้ามาแบบนี้ ถือว่าเราทำไม่ช้า ขณะที่คดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) หรือ ตำรวจ เราก็เห็นทุกวันว่ามีการจับกุมเพิ่ม และแจ้งข้อกล่าวหา ทุกอย่างก็ดำเนินการไป
เมื่อถามว่า เดือน ส.ค.จะได้เห็นผู้ที่ทุจริตสอบ และได้รับการบรรจุแล้วออกจากราชการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เห็น เพราะขณะนี้อยู่ช่วงต้นเดือน ซึ่งการประชุม กสถ. และ ก.กลาง จะประชุมเสร็จสิ้นภายในวันที่ 6-7 ส.ค.นี้ ส่วนกระบวนการของจังหวัดที่ต้องไปดำเนินการต่อ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน ก็จะได้เห็นคนกลุ่มนี้ถูกถอดออก
เมื่อถามว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไรต่อไป ทางท้องถิ่นจะต้องมาขอรายชื่อใหม่จาก กสถ. หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ถูกต้อง พอหลุดออกจากตำแหน่งเรียบร้อย เท่ากับตำแหน่งนั้นจะมีที่ว่างเพิ่มขึ้น สิ่งที่ กสถ. จะต้องประชุมคือเรื่องวิธีการปฏิบัติ นอกจากการประกาศบัญชีใหม่แล้ว ต้องมีวิธีปฏิบัติของคนที่จะไปแทน หรือ คนที่จะเลื่อนบัญชีขึ้นไปใหม่
เมื่อถามว่าจะเปิดเผยผู้ทุจริตสอบต่อสาธารณชนได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าเปิดเผยได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่ในการประกาศ เราจะแนบข้อมูลของแต่ละพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะ กสถ. และ ก.กลาง ไม่สามารถบอกได้ว่าจะต้องถอดถอนคนนั้น หรือคนนี้
แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ส่งไปให้เห็นว่าใครที่มีปัญหาบ้าง และมีปัญหาอย่างไร นอกจากนี้จะยังเปิดพื้นที่ให้เจ้าตัวได้รับทราบข้อมูลด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และกรณีของตัวเองมีความผิดปกติอย่างไร
เมื่อถามว่าหมายความว่าท้องถิ่นต้องใช้ดุลยพินิจอีกครั้งใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องใช้ดุลยพินิจแล้ว เพราะข้อมูลชัดเจนมากอยู่แล้ว และคะแนนมีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น เมื่อที่มาตั้งแต่แรกไม่ถูกต้อง จึงคิดว่าไม่จำเป็นอะไรต้องใช้ดุลยพินิจอีกแล้ว
ส่วนในจำนวน 5,925 คน มีกลุ่มไหนบ้างที่จะโดนคดีอาญา รมช.มหาดไทย ระบุว่า ใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมดจะโดนคดีอาญา
เมื่อถามว่าคนที่เข้าไปนั่งในตำแหน่งแบบไม่ถูกต้อง จะต้องโดนคดีอาญาด้วยหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ใช่ เพราะที่มาผิด และเป็นความผิดแบบไม่สมควรเกิดขึ้น จึงไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการ แต่เป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น เพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปรับราชการโดยที่ไม่ควรเข้าไป ทั้งหมดก็ต้องโดนอยู่แล้ว
แต่เรื่องของอาญาเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องมาว่ากันต่อ และหลังจากเราทำในส่วนของฝ่ายบริหารเสร็จ ข้อมูลเหล่านี้เราก็จะต้องส่งให้ตำรวจ และ ป.ป.ช.เพิ่มเติมด้วย
เมื่อถามถึงเงินเดือนที่คนเหล่านี้ได้รับไปแล้วนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ควรได้รับตั้งแต่แรก