ANT-DPU ผนึก สป.อว. จัด ‘Creative Storytelling Hackathon 2026’ ดึง “พี่เอ็ด 7 วิ” ติวเข้มเล่าเรื่อง-สร้างสรรค์ผลงานเกม-แอนิเมชัน-สื่อปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อสังคม

วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี (ANT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) จัดกิจกรรม “Creative Storytelling Hackathon 2026” ภายใต้หลักสูตรอินเทอร์แอคทีฟดิจิทัลอาร์ต (Degree) กลุ่มวิชาการเล่าเรื่องเชิงสร้างสรรค์ โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้มาพัฒนาเป็นผลงานต้นแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ (Interactive Art Prototype) ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมประชันไอเดียรวม 9 ทีม เพื่อชิงเงินรางวัลและทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงานรวมกว่า 70,000 บาท โดยการตัดสินพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบนวัตกรรม เทคโนโลยี ความสมบูรณ์ของผลงาน และการนำเสนอ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้ “พี่เอ็ด 7 วิ” หรือ “คุณญาณวุฒิ จรรยหาญ” ครีเอเตอร์ชื่อดังมาร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Storytelling ที่สร้าง Impact : จากไอเดียสู่ผลงานที่คนจดจำ” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงในการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นคอนเทนต์ที่ปัง เข้าถึงคนนับล้าน และสร้างอิมแพกต์เชิงบวกต่อสังคม

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ANT-DPU) ได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงสภาวะการแข่งขันในยุคปัจจุบันว่า ในโลกที่สื่อเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเข้มข้น ความไวอาจสร้างความได้เปรียบ แต่สิ่งที่จะทำให้โดดเด่นและยั่งยืนอย่างแท้จริงคือทักษะการสื่อสาร เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่สามารถยึดติดกับทักษะเดิมได้อีกต่อไป

“เรื่องเทคโนโลยีหรืออาร์ต อาจจะไปเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เราเหนือกว่าคนอื่นก็คือการเล่าเรื่องให้จับใจความได้ ฟังแล้วจับใจ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้เลยถ้าไม่มีแรงบันดาลใจ การจัด Hackathon ครั้งนี้จึงไม่ได้ต้องการให้ทำแค่ชิ้นงานให้เสร็จ แต่ต้องการให้ทุกคนได้ดึงอินไซต์จากการเรียนตลอดหลักสูตรมาถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าที่มีพลังและส่งไปถึงใจคนดูอย่างแท้จริง”

ขณะที่ คุณญาณวุฒิ จรรยหาญ หรือ “พี่เอ็ด 7 วิ” ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในยุค AI โดยระบุว่า แม้เทคโนโลยีจะประมวลผลข้อมูลได้เร็วแค่ไหน แต่นักสร้างสรรค์ต้องตระหนักถึงสิ่งที่มนุษย์ทำได้เหนือกว่า นั่นคือตรรกะเชิงซับซ้อน อารมณ์ และความรู้สึกร่วม

“สองปีก่อนผมรู้เลยว่าเราไม่มีทางชนะ AI เรื่องความเร็วหรือข้อมูล แต่จุดอ่อนของ AI คือมันไม่ตลกและไม่เข้าใจอารมณ์ซับซ้อน ถ้าสั่งให้ AI เขียนบทซึ้งเรื่องพ่อแม่ มันอาจจะเขียนออกมากลายเป็นเรื่องตลกแทน ดังนั้น อารมณ์และความรู้สึกร่วมจึงเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังโดดเด่นในการเล่าเรื่อง แม้แต่งานสื่อ Interactive Art ก็ไม่ใช่แค่การโชว์เทคโนโลยี แต่ต้องทำให้คนดูอินและสัมผัสได้ถึงอารมณ์” คุณญาณวุฒิ อธิบาย

นอกจากนี้ วิทยากรยังเผยกลยุทธ์ทำสื่อออนไลน์ โดยยกตัวอย่างการหยิบเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อากาศร้อน” มาตั้งคำถามเปรียบเปรยผ่านบทสนทนาสมมติระหว่างคนกับพระอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนเรื่องบ่นธรรมดาให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่สนุก สะท้อนความจริง และขายไอเดียหรือสินค้าได้อย่างแนบเนียน

“เกมของสื่อออนไลน์คือทำยังไงก็ได้ให้คนหยุดดู ไอเดียและคนดูต้องมาก่อน คีย์เมสเซจค่อยตามมาทีหลัง เพราะถ้าคนไม่ยอมหยุดดู ข้อมูลดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย และถ้าเจอภาวะคิดไม่ออก ทางออกคือต้องตุนไอเดียไว้ล่วงหน้า หันมาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว สร้างตัวละครให้มีชีวิต แล้วเล่าให้คนฟังรู้สึกว่า ‘จริงด้วย!’ ก่อนจะพาเข้าสู่สารสำคัญที่เราต้องการสื่อสาร”

นอกจากนี้ในช่วงท้าย คุณญาณวุฒิยังได้กล่าวให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเติบโตในสายงานครีเอเตอร์ โดยเน้นย้ำเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพว่า “พยายามเดินบนทางสว่างไว้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม แต่เพราะสายสว่างช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ต่อเนื่อง ได้รับความเชื่อถือ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนกว่าในระยะยาว ดังนั้น หัวใจของการเล่าเรื่องที่ดีจึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องกระแสชั่วคราว แต่คือการมุ่งสร้างอิมแพกต์เชิงบวก”

“ที่สำคัญ แรงบันดาลใจที่แท้จริงต้องมาจากความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ วันไหนที่เหนื่อยหรือท้อ ให้คิดถึงคนข้างหลัง เพราะสิ่งนี้คือแรงผลักดันชั้นยอดที่ทำให้เราลุกขึ้นมาทำงานได้แม้ในภาวะกดดัน หากแค่อดนอนนิดหน่อยแล้วลุกไม่ไหว นั่นแปลว่ายังไม่แข็งแกร่งพอสำหรับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนจึงต้องสร้างพลังนี้ด้วยตัวเองเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านผลงาน”

สำหรับโจทย์การแข่งขันครั้งนี้ อาจารย์คมสันต์ สุขวิญญา หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาอินเทอร์แอคทีฟดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ANT-DPU) ระบุว่าจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “One Story Infinite Impact : จาก 1 เรื่องเล่าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่สิ้นสุด” เพื่อให้นักศึกษานำองค์ความรู้ที่ได้เรียนมาตกผลึกเป็นผลงานจริง โดยยึดหลัก “Story First, Technology Later” ให้ความสำคัญกับแก่นเรื่องเล่าและความเข้าใจมนุษย์เป็นหลัก ก่อนนำเทคโนโลยีปฏิสัมพันธ์ สื่อดิจิทัล หรือเกม มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าและแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อสังคม

โดยตลอด 42 ชั่วโมงของการแข่งขันแต่ละทีมต้องสร้างสรรค์และจัดวางระบบ ทั้งงานภาพ เสียง และ Prototype หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Figma, Digital Book, วิดีโอ Demo, เกม Demo ไปจนถึงงาน AI และ Unity ก่อนนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการชั้นนำระดับประเทศ ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณสรลักษณ์ วงษ์เสรี บริษัท อีส โปรดักส์ชั่น สตูดิโอ จำกัด และ กรรมการสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชันและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA), อาจารย์รวิศวร์ มโนมัยวิบูลย์ อาจารย์หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบดิจิทัล วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, คุณทิติยา จันตะเภา ผู้ร่วมก่อตั้ง & ผู้ฝึกสอน AI @ Our Everyday Co., Ltd. และ คุณกนกกานจน์ รินนะจิตต์ กรรมการบริษัทวายเอ็มดอท สตูดิโอ จำกัด

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม Lone Driver ทำคะแนนรวมได้สูงสุด สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Best Creative Story พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท ไปครอง จากผลงาน “The Unseen” ซึ่งเป็นสื่อ Interactive จำลองการขับขี่ที่เน้นฝึกทักษะ Perception Training หรือการคาดการณ์อันตรายที่มองไม่เห็นบนท้องถนน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนซึ่งกว่า 90% เกิดจากปัจจัยบุคคล โดยเฉพาะการมองไม่เห็นหรือไม่ทันคาดการณ์อันตรายล่วงหน้า

ขณะที่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Hard Game Enjoyer จากผลงาน “Gen Z : Chronicles Human Resources” วิดีโอเกมสะท้อนกลโกงมิจฉาชีพที่หลอกสมัครงาน ได้รับเงินรางวัล 7,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม ทำ ทำไม? จากผลงาน “THAIXTILE” แอนิเมชันที่นำเสนอภูมิปัญญาผ้าทอไทย ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท

นายวรวุฒิ หาญบำราช หรือ “คุณกอล์ฟ” จากทีม Lone Driver ในวัย 46 ปี ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขัน Creative Storytelling Hackathon 2026 เปิดเผยว่า เดิมตนเองมีพื้นฐานงานด้านแอนิเมชัน แต่ปัจจุบันย้ายมาทำงานในบริษัทออกแบบโครงสร้างสะพานและอาคาร ซึ่งต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์คนเดียวมาโดยตลอด จนไม่เคยรู้เลยว่าฝีมือตัวเองเมื่อเทียบกับคนอื่นข้างนอกเป็นยังไงบ้าง

“ผมทำงานคนเดียวในบริษัทมาตลอดจนไม่รู้เลยว่าเลเวลของเรา หรือตัวเราเก่งแค่ไหน พอมาเรียนที่ DPU อาจารย์ช่วยจัดระเบียบเทคนิคที่เราเคยเก็บเล็กผสมน้อยให้กลายเป็นระบบชัดเจนขึ้น คอยไกด์เครื่องมือที่ถูกต้องจนไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง พอเริ่มจับหลักได้ ผมก็นำเทคนิคการใช้ AI ไปแก้ปัญหาในที่ทำงานตรงจุดที่คนอื่นหาทางออกไม่ได้ จนเพื่อนร่วมงานต้องเข้ามาสอบถาม เพราะว่าแม้หลักสูตรที่เรียนจะเน้นเรื่องสตอรี่ ส่วนเราเป็นสายเทคนิคัล แต่การได้ติดอาวุธด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มถือเป็นทักษะสำรองที่สำคัญมากเพื่อเอาไว้รับมือกับโจทย์ใหม่ๆ”

คุณกอล์ฟ ยังเล่าถึงที่มาของผลงาน “The Unseen” เพิ่มเติมว่า มาจากความชอบเล่นเกมขับรถ บวกกับงานออกแบบถนนในบริษัท ทำให้ประเด็นนี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอด จึงนำมาสร้างเป็นสื่อ Interactive เพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยบุคคล

โดยกลไกของผลงานชิ้นนี้ได้จำลองสถานการณ์เสี่ยงจริง เช่น ขับรถผ่านหมู่บ้านแล้วมีลูกบอลหล่น ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าเด็กจะวิ่งตามมา หรือคนเดินแทรกจากหลังรถเมล์หน้าโรงเรียน ระบบเปิดให้ลองใช้ความเร็ว 60 กม./ชม. เพื่อชี้ให้เห็นว่าต้องใช้ระยะเบรกยาวถึง 45 เมตร ซึ่งจะชนเป้าหมายทันทีแม้จะเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า เพื่อสร้างวินัยการขับขี่ โดยมีงานวิจัยรองรับว่าการฝึก Perception Training ในลักษณะนี้ ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 6 เท่า และสร้างความจดจำติดตัวได้นานอย่างน้อย 6 เดือน

“เราจะเห็นได้เลยว่างานวิจัยหรือสื่อที่มีอยู่สำหรับในเรื่องนี้ แม้เนื้อหาจะดี แต่ภาพไม่สวยและตอบสนองไม่ดี อ่านแล้วเข้าใจยาก เราเลยนำมาเล่าเรื่องใหม่ทำเป็นเกมที่ลองกดเล่นแล้วได้คำตอบ ทำให้คนตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ” คุณกอล์ฟ อธิบาย พร้อมเปิดเผยด้วยว่า ตอนแรกตั้งใจเพียงสร้างผลงาน Pixel Art ง่ายๆ ไม่คิดว่าจะคว้ารางวัลชนะเลิศ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา ผลงานก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“ตอนแรกตั้งใจแค่มาร่วมส่งผลงานเป็น Pixel Art ง่ายๆ แต่พอคุยกับอาจารย์ อาจารย์ก็ช่วยอัปเกรดไอเดียและไกด์เทคนิคเพิ่ม เช่น การเลือกใช้ HTML เข้ามาจัดการระบบ จนคนที่เข้ามาดูต่างชมว่างานจริงออกมาสมจริงและดูดีมาก ซึ่งในอนาคต แม้ระบบจำลองการขับรถจะเป็นงานสโคปใหญ่ แต่ตั้งใจว่าจะนำไปพัฒนาต่ออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือหาเพื่อนร่วมทีม”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดนอกเหนือจากรางวัล คือการที่คุณกอล์ฟได้กลับมารู้สึกถึง “ศักยภาพในตนเองอีกครั้ง” หลังจากต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางสมองอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อแผนชีวิต และหน้าที่การงานตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“ประมาณ 4 ปีที่แล้วผมเริ่มป่วยเป็นโรคทางสมอง ต้องรักษาตัวอยู่เกือบ 2 ปี นั่งมือสั่นตลอดจนรู้สึกเหมือนหมดอนาคต แผนที่เคยวางไว้หายไปหมด แต่การได้มาเรียนและมาแข่งจนชนะในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของเงินรางวัล แต่ยังทำให้คุณค่าในตัวผมกลับมาอีกครั้ง ที่สำคัญความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ก็เหมือนนักกีฬาที่เราต้องเทรนนิ่งตัวเองทุกวัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก และตำแหน่งงานจะเหลือน้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เราจึงมัวแต่นอนไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองเสมอ” คุณกอล์ฟ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ นอกจากรางวัลพิเศษทั้ง 3 รางวัลนี้แล้ว ทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 9 ทีม ยังได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงานอีกทีมละ 5,000 บาท เพื่อนำไปต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต ขณะที่ ผศ.ดร.วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัย ANT-DPU ยังได้กล่าวทิ้งท้ายในพิธีปิดเพื่อให้กำลังใจและชี้ให้เห็นว่า ผลงานในครั้งนี้คือ “บทเรียนสำคัญ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

“เรื่องเล่าตลอดสองวันมานี้สมบูรณ์แบบมาก แม้บางงานอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือบางเนื้อเรื่องอาจยังขายไม่ได้ แต่นี่คือบทเรียนที่ทำให้เห็นว่าในสังคมเรายังมีเรื่องราวที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ซึ่งจุดที่น่าภูมิใจที่สุดคือทุกคนใช้สายขาวในการเล่าเรื่องที่มุ่งช่วยเหลือสังคมและมีไอเดียที่มีคุณค่า ไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือเรื่องที่เราไม่อยากเล่า ซึ่งทำให้เรื่องเล่าของทุกคนในครั้งนี้ทรงคุณค่าที่สุด ดังนั้นการแข่งขันในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากในการนำทักษะ Creative Storytelling ไปประยุกต์ใช้เพื่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไปในอนาคต”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน