เปิดตัว THERA เชื่อมเครือข่ายวิจัยโลก มุ่งใช้งานวิจัยขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดงานเปิดตัวสมาคมวิจัยการศึกษาไทย (THERA) และการเสวนานโยบายระดับสูง ในหัวข้อ “From Evidence to Impact: Shaping Resilient Education Futures” ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Thailand International Conference on Education Research (ThaiCER) 2026 เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยทางการศึกษานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและการปฏิบัติจริงที่ส่งผลต่อผู้เรียนทุกคน

โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.),Prof. Joe O’Hara ประธานสมาคมวิจัยการศึกษาโลก (WERA) และ Prof. Dr. Mustafa Yunus Eryaman อดีตประธาน WERA ผู้บริหารระดับสูง สกศ. ครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิจัยไทยและต่างประเทศเข้าร่วม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนได้นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาและการสร้างกำลังคน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ เน้นการสร้างและเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับความต้องการในภาคอุตสาหกรรม

รวมถึง การแก้ปัญหาการกระจายบุคลากร ซึ่งมีข้อกังวลว่าบุคลากรที่ผลิตได้บางสาขาอาจสะสมมากเกินความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันในบางสาขา ภาคส่วนของอุตสาหกรรมยังคงขาดแคลน จึงจำเป็นจะต้องจัดสรรและเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างตรงเป้าหมาย

“สำหรับการปลูกฝังแนวคิดระดับสากล เน้นย้ำว่าผู้เรียน ไม่ควรมองการทำงานหรือการแข่งขันเพียงแค่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องเตรียมความพร้อม เพื่อทำงานได้ในระดับสากล ยกตัวอย่างนักเรียนที่สามารถพัฒนาอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์และทำงานร่วมกับองค์กรระดับนานาชาติได้ การมี Global Mindset จะช่วยให้เด็กไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในประเทศ แต่พร้อมจะเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อสังคมในระดับสากลได้อีกด้วย โดยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร้พรมแดน ซึ่งทักษะภาษาและทักษะดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า สำหรับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบปัญหาสำคัญคือ เด็กกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มักขาดโอกาสทางการศึกษา ครูและสถานศึกษาเองก็ขาดแคลนงบประมาณในการสนับสนุนผู้เรียนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งโครงการวิจัยได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม

รวมถึงเรื่องการสร้างโมเดลการเรียนรู้เพื่อเป็นแบบอย่าง มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้กลายเป็นโมเดลตัวอย่างที่ประเทศอื่นสามารถศึกษาและนำไปปรับใช้ได้ เน้นการเชื่อมโยงการศึกษากับการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว

“นอกจากนี้ การปฏิรูปการศึกษาไทยถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจำเป็นต้องนำกรอบการทำงาน (Framework) และกรณีศึกษา (Case Study) จากประเทศที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายเชิงพื้นที่สูง การจัดการเรียนรู้ในแต่พื้นที่ ไม่สามารถใช้วิธีการเดียวกันได้ทั้งหมด

จึงได้มีการจัดตั้ง TERA จะช่วยดึงองค์ความรู้และงานวิจัยสากลเข้ามาตอบโจทย์สำคัญ เช่น โครงการเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ (Zero Dropout) ใช้ข้อมูลวิจัยระดับโลกมาวางแนวทางป้องกันและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบ และยกระดับผลประเมิน PISA ตามมาตรฐาน OECD เน้นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและเกิดความยั่งยืน รวมถึงการสร้างรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยปรับตัวได้ในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว หรือการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า สำหรับ THERA เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สกศ., กสศ. และสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย และทางการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้ ยกระดับระบบนิเวศการวิจัยทางการศึกษาของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง , ส่งเสริมการนำงานวิจัยไปใช้จริง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, เชื่อมโยงนักวิจัยไทย เข้ากับเครือข่ายชุมชนวิจัยการศึกษาระดับนานาชาติ และ สร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ กับสมาคมวิจัยการศึกษาโลก (WERA)

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า การเสวนาในหัวข้อ “From Evidence to Impact” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ไม่เพียงแต่มุ่งผลิตงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังให้ผลการวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์กลายเป็นฐานรากสำคัญในการกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง นำไปสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคงโดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคน

Prof. Joe O’Hara ประธานสมาคมวิจัยการศึกษาโลก (WERA) กล่าวว่า ไทยมีศักยภาพด้านการวิจัยการศึกษาที่โดดเด่น และ WERA พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ระดับโลกกับบริบทของไทย เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาระดับปริญญาเอกสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ สำหรับการนำ AI มาใช้ในการศึกษามีความเห็นว่า AI ควรทำหน้าที่ สนับสนุน ไม่ใช่ทดแทน ซึ่งครูและผู้เรียนต้องพัฒนาภายใต้หลักจริยธรรม นอกจากนี้ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาการศึกษาไทย เพื่อสามารถถ่ายทอดสู่เวทีโลกได้ในอนาคต

Prof. Dr. Mustafa Yunus Eryaman อดีตประธาน WERA กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงนักวิจัยไทยสู่ระดับสากล ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้แบบสองทาง เพิ่มโอกาสร่วมโครงการวิจัยระดับโลก และดันผลงานตีพิมพ์ในเวทีนานาชาติ นอกจากนี้ จะช่วยสนับสนุนการยกระดับนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยด้วยการสนับสนุนหลักสูตรอบรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ Big Data, Learning Analytics และ AI ทางการศึกษา โดยมุ่งหวังให้ความร่วมมือนี้ช่วยสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างตรงจุดและมีความยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน