เท้ง ยันเดินหน้าสอบ TH-AI Passport ชี้ชัดล็อกสเปก-แฝงฮั้วประมูล แนะประชาชนตระหนักก่อนลงทะเบียนหลัง TOR ระบุรู้ตัวคนใช้-ข้อมูล
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 21 ส.ค.2569 ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันจะเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อ และไม่กังวลเรื่องการฟ้องมาตรา 157 ว่า ตอนนี้พวกเราเตรียมคำร้องเพื่อยื่นร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ
โดยมีนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค เป็นผู้ดำเนินการหลัก และทีมงานสำคัญอีกหนึ่งคนคือน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ที่ทำในเรื่องนี้อยู่ ฝั่งรัฐบาลเองคงมีอำนาจเต็มในการเดินหน้าโครงการต่ออยู่แล้ว แต่พวกเราในฐานะฝ่ายค้าน ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ พร้อมยื่นเรื่องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อ
เมื่อถามว่าหากดูฝ่ายกฎหมายแล้ว มีข้อไหนที่สามารถเอาผิดได้บ้างหรือไม่ โดยเฉพาะที่บอกว่าทำผิด TOR นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเนื้อหาหรือว่าข้อมูลที่เราเห็นอยู่ ก็ค่อนข้างชี้ชัดได้ว่าเป็นการล็อกสเปก
แต่มีการอัพเดตเพิ่มเติมนอกเหนือจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว ตอนนี้พรรคประชาชนเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในเครือข่ายของบริษัทที่มารับงานโครงการ TH-AI Passport จริงๆ แล้วมีรับงานส่วนอื่นของภาครัฐในกระทรวงอื่นๆ ด้วย ซึ่งโครงการเหล่านั้นมีรูปแบบในการเสนอราคา และประมูลค่อนข้างชี้ชัดให้เห็นว่ามีการฮั้วประมูลหรือล็อกสเปกเกิดขึ้น
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับข้อกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหลออกไปนอกประเทศ แต่กระทรวงดีอียืนยันว่าไม่รั่วไหลแน่นอน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนให้ประชาชนเลือกที่จะเชื่อว่าเราสามารถเชื่อฝั่งไหนได้ เพราะหากดูตามข้อกำหนดใน TOR ก็เขียนไว้ค่อนข้างชัดที่ทำให้เราตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลว่าการลงทะเบียนการใช้ AI ในโครงการนี้ไม่ว่าฝั่งรัฐหรือผู้ให้บริการ รู้ได้ว่าใครเข้ามาใช้ รู้ว่าใช้คำสั่งอะไรบ้าง
ตนคงไปตอบแทนไม่ได้ว่าคำชี้แจงของรัฐบาลที่ชี้แจงออกมาจริงหรือไม่จริง แต่อยากให้ประชาชนที่กำลังไปลงทะเบียนโครงการนี้ ตระหนักไว้เสมอว่ามีรายละเอียดใน TOR กำหนดไว้แบบนี้อยู่ แล้วข้อมูลที่เรากำลังจะเข้าไปใช้บริการนั้นรักษาข้อมูลความลับส่วนบุคคลเราไว้มากน้อยแค่ไหน
เมื่อถามว่าขณะนี้ยอดลงทะเบียนประมาณ 1 ล้านคน ถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ จากที่ตั้งเป้าไว้ 5 ล้านคน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเป้าก็อยู่ที่ประชาชนจะลงทะเบียน แต่โจทย์ใหญ่ และสิ่งที่สำคัญมากกว่า หากดูจากคำชี้แจงของรัฐบาลแล้วที่พยายามบอกว่าทำโครงการนี้ออกมาเพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้คนไทยเข้าไปใช้ AI เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยในส่วนนี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าในการเอา AI มาปรับใช้ นอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้ คือใช้ AI อะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าการใช้คำสั่งหรือพร็อมพ์ (Prompt) เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติ หรือการตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น จะเห็นว่ามีคนเปิดเว็บไซต์ตรวจสอบและเปิดเผยบุคคลต่างๆ ที่มีการพัวพัน
สิ่งเหล่านี้เป็นการใช้ AI เจนระบบขึ้นมาทั้งนั้น ซึ่งทำขึ้นมาจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมทำกันเอง แต่ลองคิดดูว่าโครงการในลักษณะนี้หากถูกริเริ่มโดยภาครัฐที่มีงบประมาณและอำนาจ โดยเอา AI เข้าไปจับจะเกิดประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ถ้ารัฐเลือกที่จะทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำมากกว่านี้