เรียนรู้ที่จะพูดคำว่าไม่และเคารพตัวเอง! ต้าเหนิง 13ปีในวงการที่เปลี่ยนไป จากรู้สึกผิดมากต้องตัดใครวันนี้คัดกรองคนที่สบายใจจะอยู่ด้วย เปิดชีวิตวัย30 ป่วยหวิดไม่รอด – ปวดท้องเมนส์ขั้นสุดฉีดมอร์ฟีนไปทำงาน
Podcast PrimeCast With PUNPUN เผยคลิป “ต้าเหนิง เปิดชีวิตวัย30 ที่ไม่ได้เพอร์เฟกต์ ป่วยจนเกือบตาย ฉีดมอร์ฟีนไปทำงาน!? ใน PrimeCast EP.38” นั่งเม้าธ์กับเพื่อนสนิท ปันปัน สุทัตตา พิธีกร
“ต้าเหนิง” เล่าถึงการดวงตกตั้งแต่วัยรุ่น เบื้องหลังชีวิตวัย 30 ที่คนคิดว่าเพอร์เฟกต์ แต่เผชิญมรสุมจนต้องพบแพทย์ เลือกอดทนกับความเจ็บป่วย จนร่างกายส่งสัญญาณเตือน เผชิญปัญหา PCOS สู่การปวดท้องเมนส์ขั้นสุดจนต้อง “ฉีดมอร์ฟีน” ก่อนขึ้นทำงาน
และเหตุการณ์ช็อกเมื่อกินผักออร์แกนิกจนตับอักเสบ เกือบตาย! ไปจนถึงช่วงที่สมองไม่เคยหยุดคิด นอนไม่หลับต่อเนื่อง จนต้องเข้าพบแพทย์กินยานอนหลับ ยาคลายเครียด ทำให้เพิ่งรู้ว่าตัวเองเก็บความเครียดไว้ในตัวมานาน
พร้อมทั้งเปิดความ OCD เรื่องความสะอาด ของใช้ส่วนตัว “ห้ามใครจับ” กระเป๋าต้องเช็ด และต้องทำความสะอาดมือถือวันละหลายรอบ
โดยตอนท้ายรายการ ต้าเหนิง เล่าถึง13ปีในวงการที่เปลี่ยนไป หลังจากเข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 17 ปี ปันปัน ถาม ต้าเหนิง เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยมั้ย
ต้าเหนิง : คิดว่าเปลี่ยนในแง่ถ้ามึงรู้จักกูแต่ก่อน กูจะยอมทุกคน ( ปันปัน :เออมึงเป็นคนดูแลคนอื่น) แล้วใครพูดอะไรก็จะช่างมัน ไม่ปะทะ ซึ่งจะแตกต่างกับปันๆแบบชัดเจน (ปันปัน : กูก็ไม่ปะทะคน) แต่ปันจะเป็นแบบถ้าเกิดว่ามีใครพูดอะไรปันจะถามเลยว่าเออมึงเป็นไร มึงมีอะไร มึงพูดมาเลย (ปันปัน : ใช่เออแล้วไม่ค่อยมีใครมีปัญหากูด้วยแหละ) มึงเป็นแบบนี้
ต้าเหนิง : แต่ทุกคนมีปัญหากับกู (ปันปัน : ทำไมวะเพราะมึงเป็นคนยอมคนป่ะ) น่าจะใช่เพราะถ้าเกิดมีเรื่องอะไรเข้ามามึงก็จะเห็นว่ากูก็จะปล่อย นิ่งๆเฉยๆไม่พูดอะไร แต่กูว่านั่นเป็นจุดที่แบบทำให้คนรู้สึกว่าเขาสามารถทำอะไรกับเราได้ พูดอะไรก็ได้
ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ดีหรอก มันจะดีถ้าเราไม่ได้สนใจมันจริงๆเลย แต่เหมือนกูน่าจะจริงก็รู้สึกแย่นะก็เก็บแต่ว่าก็ไม่อยากพูดอะไร
ปันปัน : แล้วถ้าสมมติว่าเราติดใจเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วบังเอิญไปเจอเขา มึงเลือกที่จะเข้าไปปะทะแล้วเคลียร์มั้ย หรือมึงไม่
ต้าเหนิง : ไม่ปะทะ กูไม่ชอบปะทะ ยกยกเว้นถ้าแบบมันจำเป็นจะต้องเคลียร์ เพื่อให้อะไรต้องไปต่อแบบเพื่อส่วนรวมหรือว่าอะไรอย่างนี้
ก็มีเคสที่แบบมึงรู้อยู่แล้วว่าแบบเหมือนกูจำเป็นต้องเข้าไปทำสิ่งนั้น แต่ถ้าปกติเลือก
ได้จะปล่อยดีกว่า รู้สึกเปลืองเอนเนอร์จี้
ปันปัน : แล้วระหว่างการเป็นศิลปินกับการเป็นผู้บริหารอันไหนยากกว่ากัน ตอนนี้มึงบริหารอะไรอยู่
เหนิง : บริหารชีวิตตัวเอง (หัวเราะ) พอเราอยู่ค่ายใช่ป่ะ เรารู้ว่าเราแบบอ่ะมีตารางนี้ตอนนี้เราไป ทำไปทำไปทำเราไม่เคยรู้ว่าข้างหลังมันเป็นยังไงว่าแบบเราต้องแบบ manage คนเท่า ไหร่เราต้องดูแลใครบ้างนอกจากตัวเองใช่ป่ะ
แต่พอต้องมาทำอย่างเงี้ยเราแบบมีพี่ๆในบริษัทที่เราต้องดูแต่แบบมีตัวเลข ที่เราต้องคิดหรือว่ามีแพลนอนาคตที่เราต้องคิด มันก็ยากคนละแบบ
ปันปัน : แล้วหลังจากที่ผ่านเรื่องงานนู่นนี่นั่น มาทั้งหมด ตอนเนี้ยเรา define ความสำเร็จของตัวเองยังไงบ้าง
เหนิง : ไม่เคยรู้ว่าความสำเร็จ มันรูปร่างหน้าตาไปเป็นยังไง
ปันปัน : คือเราต้องไปถึงตรงไหนเราถึงจะ define ว่าเราสำเร็จ
เหนิง : ไม่มี
ปันปัน : ตอนนี้มึงว่ามึงสำเร็จในหน้าที่การงานตัวเองยัง
เหนิง : การมีชีวิตรอดไปแต่ละวันเป็น ความสำเร็จของกู (หัวเราะ) กูไม่ใช่คนที่มี long term goal ไม่มี
ปันปัน : แต่มึงเป็นคนแพลนชีวิตไง อย่างน้อยเป็นคนแพลนนิ่ง
เหนิง : กูแพลนแบบหลวมๆ
ปัน : แล้วถ้าเกิดว่าให้มองตัวเองในอีก 3-4 ปี เรามองว่าเราอยากทำงานในวงการบันเทิงให้ไปได้ถึงจุดไหน
เหนิง : ไม่รู้ มึงคิดเหรอ
ปัน : กูไม่คิดกูถามคนอื่น กูอยากรู้เพราะกูไม่มีเหมือนกัน
เหนิง : กูไม่มีกู กูไม่ได้คิด กูแค่รู้สึกว่าการที่ทุกวันนี้เราทำอะไรที่มันแบบเต็มความสามารถเรามันก็คือโอเคแล้ว หมายถึงว่าเราไม่เสียใจวันนี้พรุ่งนี้มีอะไรเข้ามาให้น่าสนใจที่เราอยากทำเราก็ทำ
ปัน : มึงเป็นคนที่มีเพื่อนหลายเจนมาก ตั้งแต่ตัวเท่านี้จนตัวเท่านี้จนไปต่างประเทศนู้นจนไป นู่นไปนี่มาตลอดมึงคิดว่าจุดไหนที่ทำให้ มึงเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายบ้างไม่
เหนิง : ไม่รู้ว่ะแต่ถ้าเป็นมึง มึงคิดว่ากูเป็นแบบไหน
ปัน : กูว่ามึงเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียด ไม่ค่อยซีเรียสอยู่ได้ในทุกสถานการณ์แบบเป็น
คนแบบ
เหนิง : ไหลๆเหรอ
ปัน : เออกูว่ามึงไม่ได้เป็นคนที่มีเอนเนอร์จีที่แรงมากหรือเบาเกิน มึงอยู่ตรงกลาง มันเลยเข้ากับทุกคนได้ มึงเคยเจอคนที่แบบมาถึงแล้วเอนเนอร์จี้แบบ…
เหนิง : ใช่กูจะถอยกูจะถอยคนแบบนั้น
ปัน : ใช่ก็ถ้ามันล้นมันเข้าไม่ถึงกับคนที่ เอนเนอร์จี้แบบก็คุยไม่รู้เรื่อง แต่มึงอยู่ตรงกลางไงมึงคุยได้กับทุกคน
เหนิง : ก็อาจจะแบบนั้น ใช่ม กว่ากูไม่มี energy ที่แบบไป against ใคร
ปัน : มึงไม่ต่อต้านใครป่ะ
เหนิง : เออๆอาจจะเป็นแบบนั้น
ปัน : แล้วการที่มึงมีเพื่อนหลายแบบเนี่ยสอนอะไรมึงบ้าง
เหนิง : ถ้าถึงทุกวันนี้กูรู้สึกว่ากูก็มีเพื่อนเยอะจริงๆ คนรู้จักเยอะ แต่พอโตขึ้นเราจะรู้ว่ามันมี circle มันจะมีขั้นของมัน แล้วก็มันก็จะมีคนที่รู้เอ้ยแต่ก่อนเราแบบสนิทมากวันนี้เราไม่สนิทแล้ว แต่เราจะไม่ได้โกรธคนอะไรแบบเราจะไม่ได้โกรธเขานะ เราแค่รู้สึกว่าวัน นี้มันแค่ไม่ได้แมตช์กันไม่ได้ทะเลาะกันด้วย อาจจะมีที่แบบแต่ก่อนไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยแต่ไม่พูดพอโตขึ้นรู้แล้วว่าเราไม่ชอบเราไม่ได้จำเป็นต้องไปอยู่ตรงนั้นแล้วเราก็จะชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นเหมือนพอเราโตขึ้นเรามีวิจารณญาณในการที่จะใช้ชีวิตมากขึ้น
“เราเรียนรู้ ที่จะพูดคำว่าไม่ แล้วก็ respect ตัวเองว่าเราไม่ได้ชอบตรงนั้น เรารู้ว่าตรงไหนที่เราอยู่แล้ว เราสบายใจ เรารับรู้เอนเนอร์จี้คนที่อยู่กับเราได้ว่าคนนี้มันแมตช์คนนี้มันไม่เหมือนมันเป็นการ feeling แล้วพอโตขึ้นใครที่มันไม่แมตช์ เราก็แค่ถอย พอเราโตขึ้นเราเจอคนมาแบบหลายแบบด้วย”
“ตอนนี้ก็ถือว่าเจอบาลานซ์ของตัวเองแหละ แต่มันก็วาไรตี้มากนะ หมายถึงคนที่กูอยู่ด้วย แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ energy มันเป็น energy ซัพพอร์ตกัน”
“มันจะมีคนที่เรารู้ว่าเราอยู่ด้วยแล้วเราเป็นแค่แบบคุยได้ เจอชิดแชทได้ แต่ว่ามันไม่ได้มี energy แบบซัพพอร์ต”
ปัน : กูว่าอยู่ในจุดของมึงด้วยพอมึงรู้จักคนเยอะมึงทำงานวงการมึงเหมือนกับอยู่ในวงการ ถ้าในฐานะเพื่อนที่กูมองนะมึงจะอยู่ตรงนี้สูงอย่างนี้แล้วมันจะมีคนไม่กี่คนเว้ยที่เห็นเพื่อนอยู่ตรงนี้แล้วยินดีด้วย คนส่วนใหญ่จะหาวิธีที่จะฉุดเราลงหรือว่ามองเราในมุมที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าใครที่ยินดีกับมึงจริงๆ มึงต้องเก็บเขาไว้ ซึ่งมันน้อยมาก ยิ่งในวงการบันเทิง
เหนิง : คือก่อนนี้กูไม่เข้าใจสิ่งนี้เว้ยว่าทำไมเขาถึงไม่ยินดีกับเราว่ะ พอเราเป็นนักแสดงอยู่ เราจะแคช feeling คนเร็วมากนะ แค่แบบสายตาเขาหรือว่าอะไรก็ตาม แต่ก่อนกูเป็นคนที่พยายามจะมองข้ามอะไรพวกนี้หมดเลยเว้ย แล้วกูพยายามจะหาเหตุผล ให้เขาว่าเขาอาจจะมี bad day บางทีเราอาจจะแบบพูดอะไรผิดประโยคหรือเปล่า
“แต่พอโตขึ้น เรารู้ว่าไม่ มึงแค่ไม่ได้ยินดีกับกู มึงแค่ไม่ดีใจกับกู มึงแค่ชอบที่กูซัพพอร์ตมึง แต่มึงไม่ซัพพอร์ตกู แบบมึงไม่ได้รักกูอ่ะ มึงแค่รักที่กูรักมึง แบบอ๋อโอเค เพิ่งเข้าใจแบบ feeling อะไรแบบนี้ ”
ปัน : แล้วยิ่งเราทำงานวงการบันเทิงอย่างงี้ ด้วยนะเราอาจจะต้องแบบ เลือกคนดีๆแล้วก็มองคนให้ทัน
เหนิง : กูกากมาก เรื่องนี้
ปัน : กูก็กากเหมือนกัน
เหนิง : แต่กูว่ามึงฉาบเร็ว มันจะไม่ค่อยมา take advantage จากมึง เว้ย
ปัน : มันจะไม่ค่อยมาอิจฉากูหรือจะไม่ค่อยมาแบบมามองบนใส่กู ส่วนใหญ่มันจะเป็นเพื่อนกู ด้วย energy มึงอ่ะคนที่ไม่รู้จักจะเห็นว่ามึงแบบเป็นแบบอยู่บนนั้น แล้วมันก็จะมองแบบอย่างนั้นแหละ แต่ไม่เป็นไรหรอกตอน นี้เราโตละเราเลือกได้
เหนิง : “เราก็เลือกได้ เราพยายามคัดกรองคนที่เราสบายใจที่จะอยู่ด้วย แต่ก่อนจะรู้สึกผิดมากเลยนะเว้ยถ้าต้อง เซย์โน หรือว่าแบบจะรู้สึกว่าเขาทำสิ่งนี้แล้วเราไม่ค่อยชอบเลย เราไม่กล้าที่จะถอยออกมา หรือไม่ก็ช่างมันก็ปิ้วเลย หมายถึงว่าก็ถ้าเกิดเขาทำแบบนี้ก็แปลว่าเขาไม่ได้นึกถึงจิตใจเราอยู่แล้ว แต่กูจะให้โอกาสคนประมาณ 1,000 ครั้ง มึง รู้อยู่แล้วดิ (เสียงหัวเราะ) ”
“คือให้โอกาสแบบจนถึงที่สุดจนแบบ จะไม่มีการพูดจาแล้วก็คือไปเลย แต่ว่ากูให้มึงมาแล้วนะ 1,000 ครั้งแล้วแบบมึงควรจะรู้ตัวได้แล้ว เพราะว่าคนเราโตแล้ว เรารู้อยู่แล้วว่าเราทำสิ่งนั้นมันกระทบใครหรือไม่กระทบใคร ถ้ามันเกิดแค่แบบครั้ง 2 ครั้ง มันไม่ตั้งใจมันเกิดขึ้นได้แต่ถ้ามันพันครั้ง intention มึงชัดแล้วอ่ะ พันครั้ง”
ปัน : สำหรับ เหนิงเนี่ย Healthy Relationship คือ อะไร
เหนิง : คือถ้าตอนนี้จะรู้สึกว่ามันคือความสบายใจ มึงเคยไปเที่ยวกับเพื่อนแบบ 2 กลุ่ม แล้วมึงจะแบบมีกลุ่มหนึ่งที่มึงอยู่ด้วยแล้วสบายมาก กับกลุ่มหนึ่งมึงต้องนึกตลอดมึงต้อง Read the Room ตลอด ตอนนี้กูจะอยู่กับคนที่ กูแบบสบายใจ จริงๆกูเป็นคนชอบอ่านสถานการณ์อะไรต่ออะไรอยู่แล้วแต่ไม่ใช่ต้องคิดเยอะเวลากูอยู่ด้วย
ปัน : ตอนนี้เลือกความสบายใจไว้ก่อน
เหนิง : ใช่เพราะกูเหนื่อยแล้ว (หัวเราะ)
ชมคลิปรายการเต็ม PrimeCast EP.38