โฆษกดีเอสไอ เผย คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เตรียมทำหนังสือประสาน กกต.ทันที หลังลงมติวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ไม่ว่าผลออกแบบไหน ดีเอสไอ มีหน้าที่นำเข้าสู่สำนวนด้วย ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ
เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือก สว. เวลา 15.00 น. วันนี้ว่า วันนี้ ทางกกต.ได้ประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง
ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน
ดังนั้น แม้ความเห็นของกกต.จะวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยัง กกต.เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอ ก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ทางดีเอสไอ จำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง
ส่วนที่มีการเผยแพร่เอกสารพยานในสำนวนคดีฮั้ว สว. รายหนึ่ง ได้ส่งหนังสือกลับคำให้การไปยังประธานกกกต. โดยระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ เพื่อให้การเท็จ แลกกับการถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ทางดีเอสไอจะแจ้งความดำเนินคดีแก่พยานรายดังกล่าว ฐานให้การเท็จหรือไม่ เพราะ ในเอกสารคำให้การครั้งแรก และครั้งหลังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น
ตนขอเรียนว่า เนื่องด้วยพยานได้ส่งหนังสือขอให้ถ้อยคำไปยังประธานกกต. อีกทั้งพยานรายนี้ก็อยู่ในส่วนของสำนวนคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง (คดีฮั้ว สว.) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอแต่อย่างใด
จึงทำให้ตนไม่สามารถตอบแทนชุดคณะทำงานของ กกต. ได้ แม้ว่าดีเอสไอจะส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ กกต. แต่ย้ำว่าพยานรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีหลักของดีเอสไอ
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่พยานรายดังกล่าว ได้ร้องสอบวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่สอบปากคำตนเองว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จนั้น ตนได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ทางดีเอสไอยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกกล่าวพาดพิงแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่า ถึงแม้ผลการวินิจฉัยชี้ขาดของกกต. ไม่ว่าจะชี้มูลส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้ง 229 ราย หรือไม่มีการชี้มูลบุคคลใด หรือชี้มูลเพียงแค่บางส่วน ทางดีเอสไอจำเป็นต้องนำรายงานความคิดเห็นของ กกต. มาใช้ประกอบการพิจารณากับสำนวนคดีของดีเอสไอทุกประเด็น
ซึ่งไม่ได้เป็นการการันตีว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของกกต.ในวันนี้จะต้องมีผลผูกพัน 100% ต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่พนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้ดีเอสไอต้องรวมสำนวนกับทาง กกต. จึงทำให้สำนวนถูกตีกลับมาและต้องรอคำวินิจฉัยในคดีของ กกต.
ปัจจุบันพยานหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอในตอนนี้พบว่า มีผู้กระทำความผิดในขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มากกว่า 8 ผู้ต้องหาล็อตแรก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่เป็นหัวจ่ายระดับสายจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย
ดีเอสไอจึงต้องรอดูข้อเท็จจริงในที่ประชุมของกกต.วันนี้ก่อน เพื่อที่ดีเอสไอจะได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ครบจบทีเดียว ก่อนส่งกลับไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง