หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เปิดโต๊ะถอดรหัสยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ-ทรัพย์สินทางปัญญา สู้ศึก ‘China Shock 2.0’ ในยุคไร้แรงงานคน
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีฯ จัดการเรียนการสอนหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 โมดูลที่ 7 “International Business and Law” ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันและศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้นำองค์กร ทั้งเทคนิคการเปลี่ยนงานวิจัยและแบรนด์เป็น Intangible Assets ที่ประเมินมูลค่าได้ การใช้ Management of Contract สยบข้อพิพาทสากลก่อนเกิดคดีความ และการปรับยุทธศาสตร์รับมือการปฏิวัติ Physical AI ของจีน
นำโดย 3 วิทยากรระดับประเทศ ได้แก่ คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อริยะนันทกะ และ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ที่มาร่วมสร้างทิศทางนำทางผู้บริหารให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านกติกาโลก ภายใต้หลักการ “ลงมือทำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดสร้างมูลค่าในโลกกติกาใหม่” ในวันที่ความได้เปรียบทางการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดโรงงาน เครื่องจักร หรือจำนวนแรงงานในสายการผลิตอีกต่อไป
เมื่อ 92% ของมูลค่าคือ Intangible Assets องค์กรยุคใหม่ต้องพลิกยุทธศาสตร์รุก First-to-File
คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นนักศึกษาหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 อธิบายว่า ศูนย์กลางมูลค่าธุรกิจในปัจจุบันได้ย้ายจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ไปสู่ “สินทรัพย์ไร้ตัวตน” หรือ Intangible Assets (IA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้จากรายงาน World Intangible Investment Report 2026 ของ WIPO ใน 29 ประเทศ ยังระบุว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนใน IA เติบโตขึ้นถึง 55% ทิ้งห่างสินทรัพย์จับต้องได้อย่างเห็นได้ชัด
“92% ของ Market Value ของบริษัทใน S&P 500 เป็น Intangible Asset ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ แบรนด์ งานออกแบบ หรือ R&D ขณะที่ Tangible Asset เหลือเพียง 8% เท่านั้น ดังนั้นในอนาคต คำว่า IA จะปรากฏบ่อยขึ้นๆ และถ้าหากเราพบคำนี้ ไม่ใช่การสะกดผิด แต่หมายถึง Intangible Asset”คุณอรมน กล่าว
สินทรัพย์ไร้ตัวตนจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างภาพจำ แต่คือเกราะป้องกันทางกฎหมายและเครื่องมือทำกำไรข้ามชาติ คดีเครื่องหมายการค้าในจีนเป็นตัวอย่างชัดเจน เช่น แบรนด์ชานม Molly Tea ถูกศาลชั้นต้นของจีนสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน เนื่องจากออกแบบโลโก้คล้ายคลึง Monogram Flower ขณะที่แบรนด์ไทยอย่าง “มาม่า” เสียโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่จีน เนื่องจากถูกบุคคลอื่นดักจดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนไว้ก่อน
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากตัวสินค้าแล้วใน “มิติเชิงสัญลักษณ์” ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ดังกรณีร้าน “หว่อ หว่อ” นำแถบสีคล้ายธงชาติไทยไปใช้ แม้ไทยจะยื่นค้านแต่กลับแพ้คดี เพราะสัดส่วนแถบสีไม่ตรงตามมาตรฐานกฎหมาย ตรงกันข้ามกับ “ตู้เต่าบิน” ที่วางยุทธศาสตร์ IP Portfolio ครบวงจร ทั้งเครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตรการออกแบบ ทำให้ยื่นคัดค้านและปกป้องสิทธิ์ได้ทันทีเมื่อถูกดักจดเครื่องหมายการค้าในเวียดนาม
“ดังนั้นหลักการสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาคือ ‘จดก่อน ได้สิทธิ์ก่อน’ หรือยุทธศาสตร์ First-to-File การจัดทำ IP Portfolio และการเฝ้าระวังการละเมิดในต่างประเทศจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการบริหารความเสี่ยงและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” คุณอรมน ระบุ
และเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เร่งผลักดันกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจ ทั้งโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า Target Patent Fast-Track ระบบ AI Image Search สำหรับตรวจสอบเครื่องหมายการค้า รวมถึงการขับเคลื่อน พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ร่วมกับสมาคมประเมินมูลค่าฯ เพื่อเปิดทางให้นำทรัพย์สินทางปัญญามาประเมินเป็นหลักประกันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไก IP Financing ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ยังรับเป็นหลักประกันเพียง 0.07% เท่านั้น
“องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับวิธีคิดจากการมอง IP เป็นเพียงงานเอกสารทางกฎหมาย มาสู่การทำ IP Portfolio Management เพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญานี้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และขยายมูลค่าธุรกิจในระดับสากล”
ยกระดับ Management of Contract รักษาสัมพันธภาพ สยบข้อพิพาทสากลก่อนเกิดคดีความ
เมื่อธุรกิจขยายตัวข้ามแดน ข้อตกลงทางกฎหมายย่อมมีความซับซ้อนตามมา ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อริยะนันทกะ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้เปิดมุมมองสำคัญว่า ในความเป็นจริงไม่มีนักกฎหมายคนใดในโลกที่สามารถเขียนสัญญาอุดช่องว่างได้สมบูรณ์ 100%
“ไม่มีสัญญาฉบับไหน หรือนักกฎหมายคนใดในโลกที่เขียนสัญญาแล้วอุดช่องว่างได้ทุกอย่าง หัวใจสำคัญของการป้องกันคดีความจึงไม่ใช่การเขียนข้อสัญญาให้รัดกุมจนคู่ค้ากระดิกตัวหรือปรับตัวไม่ได้ แต่คือการบริหารจัดการสัญญาอย่างต่อเนื่อง หรือ Management of Contract ร่วมกับการรักษาสัมพันธภาพ เพื่อประพฤติตามข้อตกลงและแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพราะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทที่ดีที่สุด คือการรักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่สัญญาและการบริหารจัดการสัญญา” ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อธิบาย
โดยบทเรียนจากคดีสัมปทานระดับชาติที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด คือ คดีสัมปทานทางด่วนดอนเมืองโทลเวย์ ระหว่างบริษัท Walter Bau AG จากเยอรมนี กับรัฐบาลไทย ซึ่งฟ้องร้องผ่านสนธิสัญญาทวิภาคี (BIT) และต่อสู้คดีในหลายชั้นศาล รวมถึง United States District Court, Southern District of New York (USDC S.D.N.Y.) โดย Judge Deborah A. Batts มีคำสั่งรับรองคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการให้รัฐบาลไทยชดใช้เงิน 29.21 ล้านยูโร พร้อมดอกเบี้ย Euribor+2% และค่าใช้จ่ายคดี 1,806,560 ยูโร เผยให้เห็นว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการข้ามชาติสร้างต้นทุนมหาศาล
เช่นเดียวกับกรณีสัมปทานเหมืองทองคำอัครา Kingsgate Consolidated v. Kingdom of Thailand ที่เกิดจากคำสั่งทางปกครองระงับการทำเหมืองชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จนท้ายที่สุดต้องหาทางออกด้วยการเจรจายอมความและการประนอมข้อพิพาท “เครื่องมือระงับข้อพิพาทเชิงบริหารที่ดีที่สุด” จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดคดีความ ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ย Mediation การประนอมข้อพิพาท Conciliation และการเจรจาแบบมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมกันตามหลักการ “Getting to Yes”
“อย่าต่อรองบนจุดยืน ให้มุ่งเน้นที่ผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะปัญหาหลายๆ อย่างระหว่างประเทศหรือคู่สัญญานั้น ถ้าก้าวข้ามจุดยืนเรื่องเงื่อนไขข้อบังคับ แล้วหันมาดูผลประโยชน์ในการจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน เราจะพบทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สรุปหลักการเจรจาสากล
สู้ศึก China Shock 2.0 สลับยุทธศาสตร์ดึง Physical AI จีน เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
ขณะที่ภาพใหญ่ในระดับมหภาค การแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจ Decoupling ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังรีเซ็ตโครงสร้างการค้าโลกใหม่ทั้งหมด โดยการที่จีนกุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก Rare Earths ไว้ถึง 90% ของโลก เป็นเพียงไพ่ซื้อเวลาช่วง 3 ปีทอง ที่บีบให้จีนต้องเร่งสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี และหันมาบุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง การเบนเข็มทางยุทธศาสตร์ของจีนในครั้งนี้ จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ “China Shock 2.0”
“China Shock ระลอกแรกคือการที่สินค้าจีนราคาย่อมเยาทะลักเข้าสู่ตลาดโลก แต่ China Shock 2.0 คือการทะลักของสินค้าที่มีทั้งคุณภาพสูง นวัตกรรมล้ำหน้า และราคาที่แข่งขันได้อย่างมหาศาล อันเกิดจากกำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศจีน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นว่าความน่ากลัวของระลอกนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องสินค้าถูก แต่คือการที่จีนติดอาวุธเทคโนโลยีให้ภาคการผลิต จนเกิดการปฏิวัติไปสู่ Physical AI หรือ Embodied AI ที่เข้ามาปฏิวัติภาคการผลิต
นอกจากนี้ จีนยังมีบริษัทหุ่นยนต์เกิดขึ้นมากถึง 190,000 แห่ง จนเกิดฉากทัศน์ Dark Factory ที่เดินเครื่องจักรได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปิดไฟ และใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนมนุษย์ทั้งหมด
เมื่อโครงสร้างการผลิตของจีนก้าวล้ำไปถึงจุดนี้ “ภาคธุรกิจไทยจึงไม่อาจตั้งรับด้วยกรอบความคิดเดิม” ได้อีกต่อไป
“โจทย์ความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-จีน คือเราจะทำอย่างไรในยุคที่จีนผลิตสินค้าให้คนทั้งโลก และเราไม่สามารถแข่งเรื่องต้นทุนการผลิตได้อีกต่อไป เพราะค่าแรงไม่ใช่ปัจจัยตัดสินอีกแล้ว เมื่อสเกลและการใช้หุ่นยนต์ทำให้จีนผลิตสินค้าได้ถูกกว่า ยุทธศาสตร์ของธุรกิจไทยจึงไม่ใช่การแข่งผลิตสินค้าแข่งกับจีน แต่เป็นการปรับกลยุทธ์นำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีราคาถูกจากจีน มาเพิ่มมูลค่า Value Addition มาทำแบรนด์ดิ้ง มาสร้างบริการ และเชื่อมต่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนชิ้นส่วนหุ่นยนต์ในอาเซียน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาร์ม ทิ้งท้ายถึงทางรอดเชิงยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมไทย



