พชร ชี้แม้ไทยต้องเกาะกระแสโลกเรื่อง Ai ที่แข่งขันกันหนัก กระตุกความคิดว่าไทยถึงเวลาต้องออกกฎหมายคุม AI แล้วหรือยัง แนะ 4 แนวทาง กำกับ Ai
วันที่ 25 ก.ย.2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แสดงความเห็นถึงกระแสการถกเถียงเรื่องการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยตั้งคำถามว่า ประเทศไทยควรเริ่มวางกรอบกฎหมายเรื่องนี้แล้วหรือยัง
นายพชรชี้ว่า คำถามนี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับไทยในจังหวะนี้ เพราะไม่ใช่แค่ความปลอดภัยหรือจริยธรรมของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) ไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
การมีหรือไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนจึงส่งผลโดยตรงต่อว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนนี้มากน้อยเพียงใดด้วย โดยมองว่าการกำกับดูแล AI ทั่วโลกกำลังเจอโจทย์ยากอยู่สามเรื่องพร้อมกัน และเป็นโจทย์ที่ไทยก็หนีไม่พ้นเช่นกัน
เรื่องแรกคือเทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมายมาก เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงกันเป็นรายเดือน ขณะที่กฎระเบียบที่ใช้กันอยู่ส่วนใหญ่ยังมีฐานคิดมาจากยุคการลงทุนอุตสาหกรรม
เรื่องที่สองคือยังตอบไม่ได้ชัดว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์กำกับดูแล เพราะ AI ถูกใช้ในบริบทที่ต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่เรื่องเบาๆ อย่างเกม ไปจนถึงระบบที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานประเทศ จะเหมารวมใช้มาตรฐานเดียวกันหมดคงไม่ได้ ต้องแยกตามระดับความเสี่ยงเป็นหลัก
เรื่องที่สามคือยังไม่ชัดว่าใครควรเป็นเจ้าภาพกำกับดูแล และจะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน จะเข้มงวดแบบต้องขอใบอนุญาต หรือจะยืดหยุ่นแล้วปรับตามความเสี่ยงเป็นเคสไป
“ผมมองว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามเอาวิธีคิดแบบควบคุมยุคอุตสาหกรรมมาจับกับ AI เด็ดขาด เพราะรับรองว่าตามเทคโนโลยีไม่ทันแน่นอน สิ่งที่ต้องทำคือออกแบบกลไกที่ขยับตัวได้ไวพอๆ กับความเร็วที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป” นายพชรกล่าว
และมีอีกประเด็นที่ท้าทายกว่านั้น คือการหานิยามทางกฎหมายของคำว่า “AI” เองที่ยังไม่มีความเห็นตรงกันในระดับสากล โดยยกตัวอย่างกรณีกฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของโลก แต่นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ว่านิยามที่ใช้นั้นกว้างจนแทบครอบคลุมซอฟต์แวร์ทุกประเภท ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายทั้งฝั่งผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน
“ปัญหาคือถ้านิยามกว้างเกินไป ก็เสี่ยงกำกับดูแลเกินความจำเป็นในกรณีที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าแคบเกินไป ก็อาจเปิดช่องให้ระบบที่มีความเสี่ยงสูงหลุดพ้นจากการกำกับดูแลได้ นี่คือโจทย์ที่ไทยต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือร่างกฎหมาย ไม่ใช่แค่ลอกแบบจากประเทศอื่นมาทั้งดุ้น” นายพชรกล่าว
จากงานวิจัย AI-Related Disciplines ที่ตีพิมพ์ใน Journal of World Trade (2024) ชี้ให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจด้าน AI แต่ละแห่งเลือกแนวทางที่ต่างกันมาก สหรัฐฯ เน้นแนวทางที่ปล่อยให้กลไกตลาดขับเคลื่อน เปิดทางให้นวัตกรรมก่อน แล้วค่อยตามด้วยกฎเกณฑ์ สหภาพยุโรปเน้นแนวทางออกกฎหมายกำกับตั้งแต่ต้นแบบครอบคลุมทั้งวงจรของ AI
ขณะที่จีนใช้แนวทางผสมผสานระหว่างการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ควบคู่กับการควบคุมด้านความมั่นคงของข้อมูล ส่วนสิงคโปร์เน้นกรอบสมัครใจเป็นแนวปฏิบัติ ที่ให้คำแนะนำแก่องค์กรว่าควรออกแบบและใช้งาน AI อย่างไรให้มีความรับผิดชอบ พร้อมผลักดันผ่านข้อตกลงการค้าดิจิทัลเชิงรุก
“สิงคโปร์น่าจะเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับบริบทไทยมากที่สุด เพราะเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่ที่เลือกใช้ความคล่องตัวและการมีมาตรฐานที่ปฏิบัติได้จริงเป็นจุดแข็ง แทนที่จะแข่งออกกฎหมายเข้มงวดแบบยุโรปซึ่งต้องใช้ทรัพยากรกำกับดูแลมหาศาล” นายพชรกล่าว
อีกมุมหนึ่งที่นายพชร ย้ำคือ สถานะของไทยในสมการนี้ต้องมองให้ชัดว่าเราคือ technology-user เป็นหลัก ดังนั้นการวางกรอบกำกับดูแลจึงจำเป็นต้องเข้าใจปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้บริการเป็นตัวตั้ง เพื่อปกป้องประชาชนให้ทันสถานการณ์ ต้องมองให้กว้างแต่ทำให้ตรงจุด โดยเฉพาะเมื่อ frontier AI และ agentic AI เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ที่ระบบเหล่านี้เริ่มตัดสินใจและลงมือทำแทนมนุษย์ได้เองในหลายขั้นตอน
สิ่งที่ต้องคิดให้รอบด้านคือผลกระทบที่จะตามมาในมิติสังคม เช่น ความเชื่อมั่นและการพึ่งพาเทคโนโลยีของประชาชน มิติกฎหมาย เช่น ใครต้องรับผิดเมื่อ AI ตัดสินใจผิดพลาด มิติอุตสาหกรรม เช่น การปรับตัวของแรงงานและธุรกิจในประเทศ และมิติเศรษฐกิจ เช่น การกระจายมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจไทย ก่อนที่จะไตร่ตรองว่าควรออกแบบกลไกอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจนขาดความรอบคอบ
นายพชรสรุปว่า แม้ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาควบคุมเข้มงวด แต่ในอนาคตก็ควรมองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมองเรื่องนี้ให้ครบทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตนเสนอแนวทาง 4 ข้อ คือ
1.ใช้แนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (risk-based) ไม่ใช่ควบคุมทุกกรณีเท่ากัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อธุรกิจขนาดเล็กและนวัตกรรมที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะที่ AI ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะหรือสิทธิพื้นฐานของประชาชนต้องมีมาตรฐานเข้มงวดกว่า
2.ใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วจัดการกับปัญหาที่เกิดจาก AI ก่อน เช่น การหลอกลวงด้วยเสียงปลอมหรือการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ซึ่งกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอกฎหมายฉบับใหม่
3.ผลักดันจุดยืนเรื่อง AI ในการเจรจาการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการกำหนดมาตรฐานสากล และรักษาผลประโยชน์ของภาคธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก
4.สร้างกลไกกำกับดูแลที่ปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่ตั้งหน่วยงานแบบราชการเดิม แต่ควรมีกลไกทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์เป็นระยะ ร่วมกับภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
นายพชรกล่าวว่า ยิ่งไปกว่ามิติความปลอดภัยและจริยธรรมแล้ว ขอเน้นย้ำว่ายังมีอีกมิติหนึ่งที่ต้องคิดควบคู่กันไปด้วย นั่นคือการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลงทุนด้าน AI ที่กำลังไหลเข้าประเทศ โดยมองว่ากลไกกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นตามข้อ 4 ไม่ควรจำกัดอยู่แค่มิติความปลอดภัยและจริยธรรม
แต่ควรครอบคลุมเงื่อนไขการลงทุนที่ผูกโยงสิทธิประโยชน์กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศด้วย เช่น การผูกสิทธิประโยชน์ BOI เข้ากับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การฝึกอบรมทักษะแรงงานไทย และการเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว รวมถึงการวางกรอบด้านพลังงานและน้ำที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะการแก้ไขภายหลังมีต้นทุนสูงกว่าการออกแบบเงื่อนไขไว้ล่วงหน้ามาก
“ผมมองว่าไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบออกกฎหมายควบคุม AI แบบเข้มงวดเหมือนยุโรปในตอนนี้ แต่ก็ไม่ควรนิ่งเฉยแบบไม่มีทิศทางเลย จุดที่พอดีคือการเริ่มวางกรอบหลักการที่ยืดหยุ่น ใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน พร้อมผูกเงื่อนไขการลงทุนให้สร้างมูลค่าในประเทศจริง มองให้กว้าง ทำให้ตรงจุด แต่ไม่ต้องใจร้อนทำ” นายพชรกล่าวทิ้งท้าย