กกต. จ่อใช้เครื่องลงคะแนน แทนกาบัตรเลือกตั้ง เล็งกระจาย 250 เครื่องแรกลงทุกจังหวัด ชี้ประมวลผลเร็ว-ประหยัดงบ-โปร่งใสป้องกันทุจริต
เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีบัตรบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดโดยการดำเนินการของ กกต. ไม่มีความผิด แต่มีแนวทางของคำวินิจฉัยในทิศทางที่ไม่ให้มีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอีกนั้น กรณีนี้ขอให้ฝ่ายต่างๆ ที่วิจารณ์ กกต.ในช่วงที่ผ่านมา ยุติการเคลื่อนไหว การวิจารณ์ กกต.ด้วย ไม่เช่นนั้น กกต.อาจจะใช้สิทธิทางกฎหมายต่อไป
แหล่งข่าวแจ้งว่า ส่วนแนวทางที่ศาลมีคำวินิจฉัยล่าสุดนั้น เบื้องต้น กกต. มีแนวคิดใช้เครื่องลงคะแนนแบบใหม่แทนการกาบัตรเลือกตั้ง โดยตอนนี้สำนักงาน กกต. มีเครื่องลงคะแนนทั้งหมด 250 ชุด จะกระจายไปยัง กกต.จังหวัดทุกจังหวัด จังหวัดละ 2 ชุด โดย 1 ชุด ประกอบด้วย 1.เครื่องรวมคะแนน 1 เครื่อง 2.เครื่องลงคะแนน 4 เครื่อง
สำหรับวิธีการลงคะแนน จะตั้งเครื่องลงคะแนนเรียงกัน 4 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะมีแผ่นพลาสติกปิดด้านข้างและด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เพื่อป้องกันผู้อื่นมองเห็นว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้้งลงคะแนนให้ใคร
โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกลงคะแนนกับเครื่องลงคะแนนเครื่องใดเครื่องหนึ่ง โดยกดปุ่มหมายเลขผู้สมัครที่ปรากฏบนเครื่องลงคะแนน และกดยืนยันการลงคะแนน ผลการลงคะแนนของเครื่องลงคะแนนทั้ง 4 เครื่อง จะถูกประมวลผลไปยังเครื่องรวมคะแนน ซึ่งสามารถประมวลผลคะแนนภายหลังจากเสร็จการลงคะแนนได้ทันที
ทั้งนี้ เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ชุดนี้เป็นเครื่องลงคะแนนที่ตั้งแบบ Stand Alone โดยจะไม่มีการเชื่อมต่อระบบ LAN ระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบบลูทูธ จึงไม่สามารถทำการแฮ็กหรือเข้าถึงการประมวลผลข้อมูลได้จากภายนอก
“ด้วยเหตุผลข้างต้น กกต. มีเครื่องลงคะแนนเพียง 250 ชุด จึงไม่สามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้งขนาดใหญ่ อย่างการเลือกตั้ง สส. หรือการเลือกตั้ง อบจ. ได้ เพราะต้องใช้เครื่องลงคะแนน 99,487ชุด สำหรับการเลือกตั้ง สส. หรือประมาณ 1,000 ชุด สำหรับการเลือกตั้ง อบจ.แต่ละแห่ง”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กกต. ได้ใช้เครื่องลงคะแนนสำหรับโรงเรียน มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน รวมไปถึงรัฐสภา ที่เคยขอใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้งในหน่วยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประธานนักเรียน กรรมการสหกรณ์ หรือครั้งล่าสุดที่สภาผู้แทนราษฎรนำไปใช้ คือ การเลือกตั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กกต. ก็ได้มีการยกร่างระเบียบการการใช้เครื่องลงคะแนน เพื่อจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีสเกลไม่ใหญ่มาก เช่น การเลือกตั้ง อบต. กรณีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างบางแห่ง เพื่อเป็นการนำร่องการใช้ครึ่งลงคะแนน ก่อนที่จะมีการใช้ในการเลือกตั้งอื่นๆ ต่อไปในอนาคต และเครื่องลงคะเเนนนั้นในหลายประเทศก็นำมาใช้ในการเลือกตั้ง เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ กกต. จะมีโครงการในการที่จะพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น และราคาถูก เพื่อจะได้ผลิตได้จำนวนมากขึ้นและนำไปใช้ในการเลือกตั้งในระดับที่มีความใหญ่มากขึ้นต่อไป
โดยเครื่องลงคะแนนนั้น คาดว่าจะใช้ได้ในการเลือกตั้งล่วงหน้า/เลือกตั้งนอกเขต (เฉพาะในประเทศ) และเลือกตั้งทั่วไป ส่วนการเลือกต้้งในต่างประเทศนั้นกำลังพิจารณาว่าจะใช้รูปแบบใด เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย
แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า การใช้เครื่องลงคะแนนจะสามารถประหยัดงบประมาณได้มาก ตัวอย่างการเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ.69 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติในหลักการจัดสรรงบกลางปี 2569 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 8,978,267,690 บาท ให้แก่ กกต. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ
โดยได้จัดตั้งหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศทั้งหมด 99,487 หน่วย โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำหน่วยเลือกตั้งมาตรฐาน หน่วยละ 11 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จำนวน 9 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) จำนวน 2 คน คิดเป็นจำนวนบุคลากรประจำหน่วยเลือกตั้งรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,094,357 คน ซึ่งทั้งหมดต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการทั้งสิ้น
ดังนั้น หากใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตจะประหยัดงบจำนวนมาก เช่น ลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายให้ กปน.หนึ่งหน่วยเลือกตั้งได้หลายคน และป้องกันกปน.บางคนทุจริตในหน่วยนั้นๆ รวมทั้งจัดการเลือกตั้งโปร่งใส รายงานผลได้รวดเร็ว