ระยอง ลุยตรวจน้ำที่ตกค้าง บ่อโรงงานมาบตาพุด พบเป็นกรดสูง มีโลหะหนักสูงเกินเกณฑ์ ยันไม่ได้ระบายออกนอกพื้นที่ เตรียมเช็กละเอียดมีรั่วซึม กระทบดิน-น้ำหรือไม่
วันที่ 7 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยอง (หน่วยเคลื่อนที่เร็ว) ภายใต้การอำนวยการของ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณโรงงานเดิมของบริษัท ไทย-สแกนดิค สตีล จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสารเคมีตกค้างภายในพื้นที่ จนเกิดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
จากการตรวจสอบพบว่า โรงงานแห่งนี้เดิมประกอบกิจการผลิตและชุบเคลือบโลหะ ก่อนหยุดดำเนินการมาประมาณ 5 ปี และขายทรัพย์สินให้ บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ต่อมาระหว่างการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและปรับปรุงพื้นที่ พบว่ามีน้ำไหลเข้ามาภายในบ่อคอนกรีตเดิม ซึ่งเคยใช้ในกระบวนการล้างผิวโลหะด้วยสารเคมี โดยทั้งสองบริษัทยังอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการจัดการสารปนเปื้อนที่ตกค้าง
สำหรับผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำที่บริษัทผู้เช่าพื้นที่ปัจจุบันว่าจ้างห้องปฏิบัติการดำเนินการ โดยเก็บตัวอย่าง เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 4 จุด พบว่าน้ำภายในบ่อมีความเป็นกรดสูง มีค่า pH ต่ำกว่า 1.0 ถึง 4.8 และพบโลหะหนักหลายชนิด ได้แก่ สังกะสี แคดเมียม นิกเกิล และแมงกานีส ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งที่นำมาใช้เปรียบเทียบ ขณะที่ผลตรวจตัวอย่างดินบริเวณบ่อพบสังกะสีสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง
ทั้งนี้ ผลตรวจดังกล่าว เป็นการตรวจตัวอย่างน้ำที่ตกค้างอยู่ภายในบ่อคอนกรีต ไม่ใช่น้ำที่ระบายออกจากพื้นที่ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีการรั่วซึมหรือส่งผลกระทบต่อดินและน้ำใต้ดินหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีน้ำตกค้างในบ่อคอนกรีตและร่องน้ำภายในพื้นที่รวมประมาณ 667 ลูกบาศก์เมตร โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้เก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 6 พ.ย.นี้ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและประเภทของสารปนเปื้อน ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในประมาณ 1 เดือน
ขณะเดียวกัน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะประสานหน่วยงานตรวจสอบอิสระเข้าตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน และน้ำใต้ดินเพิ่มเติม เพื่อประเมินสภาพพื้นที่และตรวจสอบการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับมาตรการป้องกันในระหว่างรอผลตรวจ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีหนังสือแจ้งบริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่าพื้นที่ปัจจุบัน ให้จัดทำแผนควบคุมและจัดการน้ำตกค้างภายใน 3 วัน นับจากได้รับหนังสือ โดยให้ความสำคัญกับบ่อที่ไม่มีวัสดุปกคลุมเป็นลำดับแรก เนื่องจากอาจมีน้ำฝนไหลลงไปเพิ่มเติม พร้อมวางแผนสูบน้ำไปจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสมภายในพื้นที่
ทั้งนี้ การดำเนินการต้องผ่านการประเมินวิธีการและมาตรการความปลอดภัยก่อน และยังไม่ให้เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมข้อมูลและเอกสารจากทั้งสองบริษัท ทั้งประวัติการจัดการน้ำเสีย สภาพบ่อก่อนและหลังส่งมอบพื้นที่ รวมถึงขั้นตอนการรื้อถอน เพื่อประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบตามกฎหมาย
โดยจะติดตามมาตรการควบคุมพื้นที่และผลการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการน้ำและสารปนเปื้อนเป็นไปอย่างถูกต้อง และป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม


