บัวหลวง ชี้เศรษฐกิจไทย ใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอยหลัง โควิด ระลอก 3 ป่วนระบบสาธารณสุขล่ม-ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวประมาณแสนคน “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” และ “สมุย พลัส โมเดล” ไม่ดึงดูด ไทยเปิดประเทศไม่ได้ทัน พ.ย. ตามที่ “ประยุทธ์” ประกาศ

วันนี้ (24 ส.ค.) นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ทีมเศรษฐกิจและกลยุทธ์ และนายธีระภูมิ วุฒิปราโมทย์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ได้ออกบทความคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงใน เว็บไซต์ Bnomics ระบุว่า อีกไม่นานเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่สภาวะถดถอย แม้โดยไตรมาส 2 ปี 2564 จีดีพีมีการขยายตัว ประมาณ 7.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานต่ำสืบเนื่องจากการล็อคดาวน์ทั่วประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ปีที่แล้วและยังคงต่ำกว่าจีดีพีก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ประมาณ 4% หลังจากที่ จีดีพี ประเทศไทยหดตัว 2.6% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564

ส่วน การฟื้นตัวของการส่งออกที่แข็งแกร่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการขยายตัวของ จีดีพี ในไตรมาสนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้การส่งออกสินค้าและบริการของไทยจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่ 27.5% ดีขึ้นจากที่หดตัวไป 10.5% ในไตรมาสที่ 1 ขณะที่การนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 31.4% สูงขึ้นจากที่ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อน

ด้านการท่องเที่ยวรัฐบาลพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในประเทศด้วยโครงการ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และ สมุย พลัส โมเดล คาดว่าจะทำรายได้ให้กับประเทศได้ไม่มากนัก โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพียงไม่กี่หมื่นคน ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับช่วงก่อนการระบาด ทั้งปีนี้ทางคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยราว 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ 1.2 ล้านคนมาก

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการระบาดระลอกที่ 3 ที่มีผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยกว่า 2 หมื่นรายต่อวัน รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อคดาวน์ที่เข้มงวดอีกครั้งหนึ่งในเดือนกรกฎาคมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนหลายล้านคน ปัจจุบันการล็อคดาวน์พื้นที่ 29 จังหวัดนี้คิดเป็นกว่า 75% ของ จีดีพี ประเทศไทย และครอบคลุมกว่า 40% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ทาง ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะยังคงมีผลบังคับใช้ไปจนถึงไตรมาสที่ 3 และจะเริ่มมีการผ่อนคลาย ช่วงไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะให้คำมั่นว่าจะเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่มองว่ามีไม่น่าจะเป็นไปได้และคาดว่าไทยจะประสบกับการฟื้นตัวรูปแบบ W-shaped ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบ V-shaped เหมือนกับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกระจายวัคซีนเนื่องด้วยระบบสาธารณสุขที่ล่ม อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 เดือนก่อนที่สถานการณ์การแพร่ระบาดจะเริ่มดีขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะยังคงขาดดุลจนกว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะถดถอยอีกครั้งโดย จีดีพีในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะหดตัว 3% และ 1.8% ตามลำดับ ทั้งนี้ตัวเลขการคาดการณ์การดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับแนวโน้มความสำเร็จในการแจกจ่ายวัคซีนและระยะเวลาที่ใช้ในการล็อคดาวน์ ส่วนการฟื้นตัวของ GDP จะเป็นไปได้ช้ากว่าประเทศอื่น ที่มีการจัดสรรวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะฟื้นกลับมาแตะระดับก่อนการระบาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2565

สำหรับแนวโน้มปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วดังจะสังเกตได้จากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และยุโรป ที่ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งหลังมีการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง เราคาดว่า จีดีพี จะเพิ่มขึ้น 5% โดยมีแรงสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน ส่วนด้านการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย โดยมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาราว 2 ล้านคน แต่ก็อาจจะมากกว่านี้ได้ หากแผนการฉีดวัคซีนประสบความสำเร็จได้ดีกว่าคาด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน