ทรัมป์เอ็ฟเฟค ดัน ทอง ผันผวนหนัก วันเดียวปรับ 28 ครั้ง รูปพรรณ พุ่งแตะ 52,050 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความผันผวนของราคา ทอง คำ โดยนับจากค้นปีราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นแล้วกว่า 21% จากราคาต่ำสุดของปี 2,614 เหรียญต่ออนซ์ ล่าสุดทำสถิติสูงสุดใหม่ 3,167 เหรียญต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำแท่ง 96.5 ของไทยที่ขายออกสูงสุด 51,250 ปรับตัวขึ้นไปแล้วบาทละ 8,600 บาท จากต้นปีราคาอยู่ที่ 42,650 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังนักลงทุนกังวลมาตราการภาษีประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ที่จะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงขึ้น ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

โดยราคาทองประวันที่ 3 เม.ย. 2568 ตามประกาศ สมาคมค้าทองคำ ผันผวนตลอดวัน โดยประกาศครั้งที่ 1 ปรับขึ้นทันทีบาทละ 650 บาท และขึ้นสูงจุดสูงใหม่ตลอดกาล โดยทองคำแท่งขายออก 51,150 บาท/บาททองคำ และขายออกที่ 51,250 บาท ทองรูปพรรณขายออกที่ 52,050 บาท รับซื้อที่ 50,225.08 บาท

ท้้งนี้ระหว่างวันมีการเปลี่ยนแปลงราคารวม 28 ครั้ง (ณ เวลา 16.18 น.) โดยราคาทองคำแท่งขายออก 50,750 บาท รับซื้อที่ 50,650 บาท

นายพีระพงศ์ วิริยะนุเคราะห์นักวิเคราะห์การลงทุนบริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวว่า มาตรการภาษีประธานาธิบดีทรัมป์ จากที่คาดว่าอาจจะไม่มากเป็นการจำกัดแค่บางประเทศ แต่ตอนนี้หลายประเทศถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้กันถ้วนหน้า และโดนมากกว่า 25%

รวมท้้งไทยด้วย ภาพรวมแบบนี้ มองว่าจะมีการเจรจาไม่จบโดยเร็ว ดังนั้นประเทศต่างๆ ที่ถูกเรียกเก็บภาษียังคงเดินหน้าตุนทองเข้าคลัง เพื่อปกป้องความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และรวมไปถึงประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ก็ยังต้องเข้าซื้อทองคำตุนไว้เป็นทุนสำรองของประเทศ

ซึ่งจากภาพรวมที่เกิดขึ้นยังคงเป็นบวกต่อราคาทองคำในระยะนี้ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ดีมองว่าหลายๆ ประเทศเตรียมเจรจากับสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมองว่าไม่น่าจะมีการเจรจาใดๆ แต่จะหาวิธีการเอาตัวรอดอย่างไร ในส่วนที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ดีในทางตรงข้ามหากทรัมป์ เปิดทางให้ประเทศต่างๆ เจรจาอาจเป็นแรงฉุดให้ราคาทองคำพักตัวได้ในระยะสั้นๆ และกลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นเช่นเดิม โดยเฉพาะคลื่นลูกใหญ่ที่เกิดขึ้นในปลายปีนี้ ซึ่งจะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3 ครั้งในปีนี้

รวมถึงภาวะความกังวลต่อการเกิด Stagflation ซึ่งเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มสูงขึ้น เป็นภาวะที่ผิดปกติ และยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่จะตามมา ดังนั้นในช่วงที่นานาประเทศมีการเจราจา ถือเป็นจังหวะในการเข้าซื้อทองคำสะสม

อย่างไรก็ดีคงต้องจับตาว่ามาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ที่จะมีผลบังคับใช้เริ่มจากภาษีทั่วไปในวันที่ 5 เมษายน และภาษีตอบโต้ในวันที่ 9 เมษายนนี้ มีโอกาสที่บางประเทศจะได้รับการผ่อนปรนบ้าง ซึ่งจะมีผลให้ราคาทองคำย่อตัวลงมาได้บ้าง

ถือเป็นจุดซื้อสะสม เพราะมองในระยะกลาง-ยาว แนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น โดยคาดว่าทองในจลาดโลกจะทะลุ 3,200 ดอลลาร์/ออนซ์ได้ไม่ยาก ส่วนทองคำไทยเป้าหมายถัดไป 51,600 บาท โดยให้แนวต้านไว้ที่ 51,400 บาท / 51,600 และ 51,900 บาท ส่วนแนวรับ 51,200 / 51,000 และ 50,800 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน