อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วเจ้าตัวออกมาประกาศชัดเจนว่า พร้อมที่จะลงสู่สนามเพื่อล่าชัยชนะให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ และมีชื่อเป็น 1 ใน 26 ขุนพล ที่กุนซืออย่าง เปาโล เบนโต เรียกมาติดทัพในศึกครั้งนี้
ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นดาวยิงระดับโลกที่ทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้ แข้งจากจังหวัดคังวอนรายนี้ เรียกได้ว่าฉายแววพรสวรรค์ในเส้นทางลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก เพราะด้วยวัยเพียง 16 ปี เขาก็ถูกฮัมบูร์ก สโมสรในบุนเดสลีกา เยอรมนี ดึงตัวเข้าทีมเยาวชน เมื่อปี 2008 ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่เคยลงเล่นในลีกอาชีพของเกาหลีใต้ หรือ เค ลีก แม้แต่นัดเดียว
หลังใช้เวลาฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีกเมืองเบียร์ ราว 2 ปี หัวหอกเลือดโสมขาวไต่ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของฮัมบูร์ก และซัดไป 21 ประตู ในลีก 3 ฤดูกาล ระหว่างปี 2010-13 ก่อนจะถูกทีมระดับแนวหน้าของบุนเดสลีกา อย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ดึงตัวไปร่วมทัพ
และแม้จะสร้างชื่อในเวทีบุนเดสลีกา แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับ คือ การตัดสินใจย้ายจากทีมห้างยา มาอยู่กับ สเปอร์ เมื่อปี 2015 ซึ่งเขาซัดไปแล้วถึง 96 ประตู ในเกมลีกสูงสุดของเมืองผู้ดี แถมยังครองตำแหน่งดาวซัลโวของพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล ด้วยการซัดไปคนละ 23 ลูก แถมก่อนหน้านั้นยังติดทีมยอดเยี่ยม พีเอฟเอ ของพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2020-21 ด้วย
ขณะที่ผลงานในทีมชาติ เขาก็เป็นกำลังสำคัญที่เกาหลีใต้ขาดไม่ได้ หลังทำไปแล้ว 35 ประตูจากการลงสนาม 105 นัดทุกรายการ พร้อมผ่านการทำศึกฟุตบอลโลกมาแล้ว 2 ครั้งคือในปี 2014 และ2018
ส่วนฟุตบอลโลกที่กาตาร์ ครั้งนี้ แม้ว่าเกาหลีใต้ จะต้องเจองานหินในการลุ้นเข้ารอบน็อกเอาต์ เพราะอยู่กลุ่ม เอช ร่วมกับเหล่าทีมสุดหิน ทั้ง โปรตุเกส, กาน่า และ อุรุกวัย แต่การที่ ซน ฮึงมิน แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความต้องการที่จะช่วยทีมชาติในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรอที่จะเป็นตัวแทนประเทศของผมไม่ไหวแล้ว แล้วเจอกันที่กาตาร์!” ก็ทำให้แฟนๆมั่นใจได้เลยว่าทั้งหัวหอกวัย 30 ปีรายนี้ จะยังเป็นกำลังสำคัญทั้งในและนอกสนามของเกาหลีใต้ ส่วนเส้นทางของเขาและเพื่อนร่วมทีมจะไปได้ไกลแค่ไหนนั้น คงต้องมาติดตามกัน