ท่ามกลางสภาพสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยภัยเงียบรอบด้าน ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ และวิกฤตครอบครัวแหว่งกลางที่พบสูงเกือบครึ่งประเทศ การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่โจทย์ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแบกรับได้เพียงลำพัง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจัดเวที “ครอบครัวยิ้ม” เพื่อเปิดพื้นที่ขับเคลื่อนแนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” มุ่งดึงทุกภาคส่วนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทยอย่างมีคุณภาพก่อนที่จะสายเกินแก้

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ สสส.
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ สสส. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 18 ปี ประมาณ 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต แต่ท่ามกลางวิกฤตอัตราเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ยังกระจายอยู่ทั่วประเทศ รัฐบาลจึงตระหนักดีว่าการพัฒนาสุขภาวะเด็กไม่อาจมองแค่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ทว่าต้องพัฒนาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งครอบครัว ชุมชน ตลอดจนองค์กรต่างๆ ที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “การพัฒนานิเวศการเติบโตของเด็ก” ของ สสส. จึงตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าวได้อย่างตรงจุด เพราะไม่ได้มองเฉพาะตัวเด็ก แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กในทุกมิติควบคู่กัน โดยเป้าหมายระยะยาว คือผลักดันแนวทางดังกล่าวเข้าสู่กลไกระดับพระราชบัญญัติ เพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศมีอำนาจและงบประมาณในการดูแลเด็กและครอบครัวได้อย่างเป็นระบบยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.
ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ฉายภาพว่า เด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งภาวะทุพโภชนาการที่เด็กเล็กเสี่ยงเตี้ยแคระแกร็นสูงถึง 15% ปัญหายาเสพติดอย่างบุหรี่ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นเป็น 7.1% ในปี 2568 รวมถึงภัยพนันออนไลน์ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 5.8 พันล้านบาท ซ้ำเติมด้วยปัญหาโครงสร้างครอบครัวแหว่งกลางถึง 42.5% สสส. จึงเร่งขับเคลื่อนแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ผ่านแนวคิด “การพัฒนานิเวศการเติบโตของเด็ก” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและความรอบรู้ทางสุขภาพ เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีศักยภาพสูง

ในการทำงานเชิงรุก สสส. ได้ผลักดันแนวคิด “ชุมชนนำ” ที่ ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2567 มาใช้เป็นกลไกหลักร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 314 แห่ง ใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมหนุนเสริมงบประมาณในพื้นที่รวม 3.77 ล้านบาท โดยโมเดลนี้พิสูจน์ผลลัพธ์แล้วใน 7 จังหวัดต้นแบบ จากการทำฐานข้อมูลคัดกรองความเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือเด็กรายคนกว่า 14,730 คน จนสามารถดึงดัชนีความสุขเด็กให้พุ่งสูงขึ้น 73.95% รวมทั้งช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นอีก 67% ตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่าเมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหา การดูแลคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวในระดับพื้นที่ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
“ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรเด็กจะลดลงถึง 3.8 ล้านคน เราจึงจำเป็นต้องกลับมาพัฒนาเด็กในสังคมให้เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ ครอบครัวและชุมชนต้องร่วมกันฉีดวัคซีน ปลูกฝังภูมิต้านทาน หรือ Self-esteem ให้เขารับรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง” นพ.พงศ์เทพ เผย

ผศ.ดร. สุวรา แก้วนุ้ย หัวหน้าโครงการฯ
ในฐานะคนทำงานเชิงรุก ผศ.ดร. สุวรา แก้วนุ้ย หัวหน้าโครงการฯ ทิ้งท้ายว่า แม้ตัวเลขที่เด็กไทยกว่า 70% เติบโตในครอบครัวที่มีฐานะยากจนจะสะท้อนความท้าทายที่หนักหน่วง แต่ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายใน 24 จังหวัดทั่วประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “พลังชุมชน” สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กได้ ด้วยการยกระดับศักยภาพอาสาสมัครและคนในชุมชนให้เป็นแกนนำมืออาชีพ พร้อมทำงานกับทีมสหวิชาชีพเพื่อสอดส่องดูแลเด็กอย่างเป็นระบบ การขับเคลื่อนจากวันนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางรากฐานนโยบายระยะยาวที่จะส่งต่อโอกาสให้เด็กทุกคนก้าวผ่านวิกฤตและเติบโตได้อย่างมั่นคง