ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน จังหวัดชลบุรีมีขยะราว 2,000 ตันต่อวัน ทว่าวันนี้ตัวเลขนั้นพุ่งขึ้นเป็น 3,300-3,400 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 1.7 เท่า หรือเกือบ 1.2 ล้านตันต่อปี เมื่อเมืองอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเติบโต สิ่งที่โตตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้คือ “ขยะ”

ปัญหานี้หนักหน่วงกว่าที่คิดสำหรับเมืองที่มีแนวชายฝั่งยาวราว 170 กิโลเมตร เพราะต้องรับมือกับขยะทั้งบนบกและในทะเล และเศษขวดแก้วที่ตกค้างตามชายหาดก็เป็นภัยทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสัตว์ในพื้นที่ ความท้าทายระดับนี้จึงไม่อาจเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง
แต่ล่าสุด ณ ชายหาดแหลมฉบัง ได้เกิดภาพที่ชวนให้มองเรื่องขยะต่างออกไป เมื่อคนกว่า 250 คน จากหน่วยงานรัฐ ชุมชน และพนักงานจิตอาสา ลงมือเก็บและคัดแยกขยะพร้อมกัน ได้ขยะรวม 425 กิโลกรัม ที่น่าสนใจคือกว่า 340 กิโลกรัม เป็นขวดแก้ว ซึ่งไม่หยุดอยู่แค่การทำความสะอาดชายหาด แต่กำลังถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อกลับมาเป็นขวดใบใหม่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของเป้าหมายใหญ่ระดับ 625,000 ตัน ภายในปี 2030 ของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ในวาระครบรอบ 135 ปี

โอสภสภา หัวใจทำดี ลงมือเก็บขยะที่หาดแหลมฉบัง ยกระดับเป็นโครงการเรือธง
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดชลบุรี ภาคีเครือข่าย และพนักงานจิตอาสา “โอสถสภา หัวใจทำดี” รวมกว่า 250 คน จัดกิจกรรมเก็บและคัดแยกขยะที่ชายหาดแหลมฉบัง ภายใต้โครงการ “OSP Bottle to Bottle”
ผลที่ได้คือขยะรวม 425 กิโลกรัม โดยเป็นขวดแก้วถึง 340 กิโลกรัม หรือราว 4 ใน 5 ของทั้งหมด ขวดแก้วเหล่านี้จะถูกแปรรูปเป็นเศษแก้ว (Cullet) เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตขวดใบใหม่ และการจัดการขยะในครั้งนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 337 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e)
ในวาระครบรอบ 135 ปี OSP ยกระดับ OSP Bottle to Bottle ให้เป็นโครงการเรือธงด้านความรับผิดชอบขององค์กร (Signature CSR Project) เน้นส่งเสริมการเก็บกลับขวดแก้วหลังการบริโภค โดยเฉพาะขวดแก้วขนาดเล็กที่มีโอกาสหลุดออกจากระบบ เพื่อนำมาคัดแยกและรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบผลิตขวดใหม่ ภายใต้แนวคิด Closed-Loop Glass Circularity หรือการหมุนเวียนแก้วแบบวงจรปิด
เป้าหมายคือรวบรวมเศษแก้วให้ได้ 625,000 ตัน ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็น 99% ของประมาณการยอดขาย M-150 ระหว่างปี 2026-2030
ความคืบหน้าปัจจุบัน
- ปี 2023-2025: เก็บขวดแก้วใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้รวม 686,093 ตัน สูงกว่าเป้าหมาย 680,000 ตัน
- ปี 2026-2030 (ระยะที่ 2): รวบรวมได้แล้วประมาณ 105,000 ตัน หรือราว 16% ของเป้าหมาย 625,000 ตัน
- การใช้เศษแก้วในการผลิต: สัดส่วนเศษแก้วรีไซเคิลที่ใช้ผลิตขวดใบใหม่สูงถึง 75-80% ช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
สำหรับองค์กรที่ผลิตสินค้าระดับพันล้านขวด การเพิ่มการเก็บกลับจึงมีนัยสำคัญทั้งเชิงสิ่งแวดล้อมและเชิงธุรกิจ ทั้งลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดพลังงานในการผลิต และลดโอกาสที่ขวดแก้วจะตกค้างในสิ่งแวดล้อม จากนี้ถึงปี 2030 บริษัทจะขยายพื้นที่ดำเนินงาน ช่องทางการรวบรวม และเครือข่ายพันธมิตรให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

เมื่อขยะขวดเล็กก็มีค่าเท่าขวดใหญ่
นายสาโรจน์ อินทพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความยั่งยืน โอสถสภา ระบุว่า โอสถสภาผลิตทั้งเครื่องดื่มและขวดแก้วซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์หลักของตนเอง จึงมีหน้าที่ต้องเก็บบรรจุภัณฑ์กลับมาให้ได้ และทำให้เกิดการหมุนเวียนครบวงจร
“ขวดแก้วขนาดเล็กมีราคารับซื้อใกล้เคียงกับขวดใหญ่ แต่คนมักเก็บขวดใหญ่มากกว่าเพราะจับถือสะดวก ขณะที่โอสถสภามีขวดเล็กออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากช่วยกันเก็บขวดเล็กกลับเข้าสู่ระบบ ก็จะสร้างผลต่อสิ่งแวดล้อมได้มหาศาลเช่นกัน จึงชวนให้ทุกคน เจอขวดเล็กที่ไหน ช่วยเก็บสะสมไว้ที่นั่น”
นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางสำคัญต่อการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การนำขวดแก้วขนาดเล็กที่ตกค้างกลับเข้าสู่ระบบ นอกจากลดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสัตว์ในพื้นที่แล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในชุมชนและระดับมหภาค ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดูแลทรัพยากรชายฝั่งของกรมฯ
ด้าน นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มองว่า การที่ภาคธุรกิจ ชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ร่วมลงมือทำ ช่วยให้ประชาชนเห็นว่าตนเองมีส่วนดูแลสิ่งแวดล้อมได้ และหากต่อยอดไปยังชุมชนอื่น ๆ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

จากขวดที่ถูกทิ้ง สู่เศษแก้วคุณภาพ และขวดใบใหม่
ขวดแก้วที่รวบรวมได้จะถูกคัดแยกและรีไซเคิลเป็นเศษแก้ว ก่อนนำกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตขวดใหม่ ภายใต้แนวทาง Closed-Loop Glass Circularity ที่ครอบคลุมทั้งวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ ได้แก่
- การผลิตขวดแก้ว: เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ D4R น้ำหนักเบาและรีไซเคิลได้ 100%
- การจัดจำหน่าย: ขนส่งคาร์บอนต่ำด้วยโลจิสติกส์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปรับเส้นทางให้เหมาะสม
- การใช้งานของผู้บริโภค: ส่งเสริมการคัดแยกและสร้างความตระหนักรู้
- การจัดเก็บหลังการบริโภค: ผ่านโครงการ OSP Bottle to Bottle พร้อมเสริมพลังผู้เก็บขยะท้องถิ่นด้วยกลไกราคาตลาดและการชำระเงินภายในวันเดียวกัน
- การคัดแยกและรีไซเคิลเศษแก้ว: ด้วยโรงงานรีไซเคิลที่ได้รับใบอนุญาตของตนเอง ควบคุมคุณภาพให้ได้วัตถุดิบที่เชื่อถือได้
จุดแข็งสำคัญของโอสถสภาคือการเป็นทั้งผู้ผลิตเครื่องดื่ม ผู้ผลิตขวดแก้ว และเจ้าของโรงงานรีไซเคิลที่ได้รับใบอนุญาต ทำให้ขวดแก้วที่ชุมชน ผู้เก็บของเก่า และพนักงานจิตอาสาร่วมกันเก็บกลับมา ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเศษแก้วที่ได้มาตรฐาน ก่อนหมุนกลับมาเป็นวัตถุดิบของขวดใบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
ในวาระครบรอบ 135 ปี โอสถสภาพร้อมผลักดัน OSP Bottle to Bottle ให้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในขวดแก้วขนาดเล็ก ภายใต้คุณค่า “ทำความดี เชื่อมโยงผู้คน และเติบโตไปด้วยกัน” เพื่อเปลี่ยนปลายทางของขวดแก้วให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่