เมื่อโลกต้องรับมือกับโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจึงได้รับความสนใจมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ โรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งหลายประเทศกำลังศึกษาและพัฒนา เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
แต่ก่อนจะนำเทคโนโลยี SMR มาใช้จริง ประเทศไทยยังต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมอีกหลายด้าน ทั้งบุคลากร กฎหมาย ระบบกำกับดูแล ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัย ล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) จัดประชุมวิชาการภายใต้โครงการความร่วมมือทางเทคนิค หัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติสากล ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการปูทางความพร้อมของประเทศไทยต่อไป

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลายประเทศเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการประเมินเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการรองรับความต้องการพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่มีศักยภาพในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยกระทรวงพลังงานมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับประเมินทางเลือกด้านพลังงานและประกอบการตัดสินใจในอนาคต
“กระทรวงพลังงานมุ่งกำหนดทิศทางนโยบายที่ชัดเจน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพิจารณาใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างมีความรับผิดชอบ เราเร่งยกระดับความพร้อมของประเทศในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร กฎหมาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายสำหรับคนรุ่นหลังจะตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ถูกต้องและรอบด้านที่สุด” นายสมภพ กล่าว

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ.
ในส่วนของการเตรียมความพร้อม นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เผยว่า การสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยี SMR ได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ กฟผ. จึงมุ่งสร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และยกระดับขีดความสามารถขององค์กร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินเงื่อนไขสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจในขั้นต่อไป
ทิศทางการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ยังปรากฏอยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ซึ่งกำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าให้โรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกเริ่มเดินเครื่องภายในปี 2580 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นร่างแผน การดำเนินงานจึงต้องอาศัยการศึกษาและประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนดำเนินงาน รวมถึงความพร้อมของบุคลากร เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทและความต้องการพลังงานของประเทศ

นายศิริวัฒน์ เผยอีกว่า การประชุมร่วมกับ IAEA เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาประเทศ โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผนดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและการมีส่วนร่วมของประชาชน องค์ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานไทยเข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขของการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี SMR มาใช้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้และบุคลากร เนื่องจากความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของประเทศ ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงการต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ความมั่นคงปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบ รวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล หากประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR
“การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ของประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเป็นระบบ หากตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล” นายศิริวัฒน์ เผย

Ms. Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA
ด้าน Ms. Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA ระบุว่า IAEA พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางวิชาการ สนับสนุนประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ซึ่งเป็นอีกทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประชุมร่วมกับ กฟผ. ในครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานและแนวทางการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการเลือกเทคโนโลยีหรือก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดย IAEA ใช้แนวทาง Milestones Approach เป็นกรอบสนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนาโปรแกรมพลังงานนิวเคลียร์ ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพิจารณา 19 ด้าน อาทิ กรอบกฎหมาย ระบบกำกับดูแลความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร การจัดหาเงินทุน การจัดการกากกัมมันตรังสี และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้การประเมินความพร้อมและการวางแผนพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบตามมาตรฐานสากล
“การเริ่มต้นโปรแกรมพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เพียงแค่โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป แต่คือพันธกิจระยะยาวของประเทศที่ต้องวางรากฐานอย่างครอบคลุม IAEA พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนประเทศไทยในการประเมินความพร้อมตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยี SMR เป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน” Ms. Anna ทิ้งท้าย