เมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคม 2565 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. สังกัดสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดงาน Local Enterprises Social Expo ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น ผ่านการดำเนินโครงการ ‘Local Enterprises’ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า เป็นการสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และนวัตกรรมการจัดการให้ผู้ประกอบการที่เป็นชุมชนท้องถิ่น ด้วยการออกแบบหลักสูตรการบริหารจัดการเรื่องตลาดจากผลวิจัยทั้งด้านข้อมูลและเทคโนโลยี แล้วจึงนำช่องว่างของความรู้ (Knowledge Gaps) และความรู้ทางด้านเทคโนโลยี (Technology knowhow) เติมในหลักสูตร ภายใต้แนวคิด ‘คน-ของ-ตลาด’
“เพื่อให้ ‘คน’ หรือธุรกิจ สามารถสร้าง ‘ของ’ สินค้าและบริการ ที่สามารถตอบโจทย์ ‘ตลาด’ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยการจัดการ/วางแผนการเงินภาคธุรกิจแบบครบวงจร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของผู้ประกอบการระดับชุมชนท้องถิ่น”
เริ่มจากปลูก ‘คน’ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises อธิบายที่มาของแนวคิด ‘คน-ของ-ตลาด’ ว่า ในอดีตเป็นการมุ่งเน้นการพัฒนา ‘ของ’ ให้เจอกับ ‘ตลาด’ แต่ปัจจุบันพบว่า สำหรับธุรกิจนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการปลูก ‘คน’ เนื่องจากคนคือต้นน้ำ และเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจ โครงการนี้จึงได้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับศักยภาพของคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เพื่อทำความรู้จักต้นทุนของตัวเองที่มีอยู่ รู้และวิเคราะห์ และประเมินความสามารถของตัวเอง
“จากนั้นก็ต้องพัฒนาให้รู้จักใช้ข้อมูลจากการตลาด โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งอุปสงค์และอุปทาน มาวิเคราะห์ว่าควรจะสร้าง ‘ของ’ อย่างไร ดังนั้น ในการพัฒนาหลักคิด ‘คน-ของ-ตลาด’ จึงเป็นการพัฒนาคนโดยใช้ข้อมูลตลาดมาสร้างของ ทำให้ของนั้นประสบความสำเร็จและยั่งยืนอยู่ในตลาดได้”
ผศ.ดร.บัณฑิต กล่าวถึงหัวใจสำคัญของ ‘คน-ของ-ตลาด’ ว่า ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจซึ่งเป็นชุมชนท้องถิ่นขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน ทำให้ไม่รู้ว่า ควรจะต้องใช้เงินเมื่อไร จะซื้ออะไร เมื่อซื้อแล้วจะคืนทุนและคุ้มทุนอย่างไร จึงต้องมีการเจาะธุรกิจชุมชนเรื่องของ ‘คน’ เป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจัดการกับ ‘ตลาด’ และ ‘ของ’ เปรียบได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยเริ่มต้นที่รากแก้วของธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อยอดธุรกิจได้


แอปประตูเศรษฐี เครื่องมือ ‘คน-ของ-ตลาด’ โมเดล
กระบวนการเรียนรู้ในโครงการนี้ เริ่มจากการปรับวิธีคิดของผู้ประกอบการชุมชน เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนจากการดำเนินธุรกิจเพื่อตนเอง สู่การดำเนินธุรกิจแบบแบ่งปัน สร้างประโยชน์ และผลลัพธ์ (กำไร) เชิงธุรกิจ ควบคู่ไปกับสังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องมือที่เป็นแอปพลิเคชั่นชื่อว่า ‘ประตูเศรษฐี’ เพื่อประเมินภาพรวมธุรกิจของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านการจัดการสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อบรรเทาและประคับประคองธุรกิจผ่านการวินิจฉัยใน 4 ด้าน ได้แก่ รายได้ กำไร สภาพคล่อง และหนี้สิน
คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการนั้น จะเป็นธุรกิจชุมชนระดับใดก็ได้ แต่จะต้องใช้ทรัพยากรภายในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า มีการจ้างแรงงานในพื้นที่ และเกิดการกระจายรายได้ให้คนในพื้นที่ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนรายได้อย่างมีธรรมาภิบาล ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
ผศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า เมื่อคุณสมบัติครบถ้วนตามกำหนดแล้ว ถือว่าเป็น Local Enterprises เข้าสู่ประตูเศรษฐีด้วยการกรอกข้อมูลในแอปพลิเคชั่นทุกวันเพื่อฝึกวินัยทางการเงิน จากนั้น ผู้ประกอบการจะผ่านหลักสูตร ‘เศรษฐีเรือนใน’ ประกอบด้วย 3 ตอน คือ หว่าน-บริหารรายรับรายจ่าย, วิธีเพิ่มสินทรัพย์ พรวน-วิธีออมเงิน, หลักการลงทุน เก็บเกี่ยว-บริหารหนี้, เตรียมพร้อมสู่การเงินภาคธุรกิจ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถแยกกระเป๋าเงินส่วนตัวออกจากกระเป๋าเงินธุรกิจได้ ทำให้สามารถเห็นสถานะการเงินภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง
“สุดท้ายคือหลักสูตรเศรษฐีเรือนนอก เป็นการเรียนรู้บริหารจัดการการเงินภาคธุรกิจ เพื่อนำไปวางแผนต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจของตนเองและชุมชนอย่างยั่งยืนร่วมกันโดยผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น บอร์ดเกมส์ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงงบดุล และงบกำไรขาดทุน-งบการตลาด ค่าวิจัยและพัฒนา เป็นต้น”
ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises กล่าวย้ำถึงปัญหาธุรกิจชุมชนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการเงินที่เป็นรากหรือต้นตอ ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ไขที่ราก เพราะการที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จ ไม่ได้มาจากการใส่เงินเข้าไป แต่เป็นการบริหารจัดการการเงินที่ดี เพราะจะทำให้การผลิตและการตลาดตามมา ความเสี่ยงก็จะลดน้อยลง พร้อมทั้งเปรียบเทียบว่า ถ้ารากไม่รอด ต่อยอดไม่ได้

มอบโล่ผู้ประกอบการตัวอย่าง โชว์ความสำเร็จ
ในงาน Local Enterprises Social Expo มีผู้ประกอบการธุรกิจและธุรกิจชุมชุนกว่า 130 ธุรกิจ มาร่วมจัดแสดงสินค้า พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์การทำธุรกิจ และไฮไลต์การมอบโล่รางวัลให้ผู้ประกอบการที่มีสัมมาชีพ มืออาชีพ และเศรษฐีเรือนในดีเด่น อาทิ ศูนย์เรียนรู้ผ้ามัดย้อมอ้ายยอ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีตำบลบ้านเลนปั้นจิ๋วดินไทย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตลำไยบ้านเหล่าดู่ บริษัท บุญดำรงค์กรีนฟาร์ม จำกัด ร้านชุมชนดีมีรอยยิ้มบ้านห้วยปลาดุก และวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์สร้างอาชีพที่ยั่งยืน เป็นต้น

ภาวริน น้อยใจบุญ ผู้บริหารบริษัท หวานระริน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมไทยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับรางวัลประเภทสัมมาชีพ เล่าว่า ร้านมีขนมไทยประมาณ 30 ชนิด กรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น เตาฟืน ส่วนผสมกะทิคั้นสด เน้นการใช้แรงงานคนมากกว่าเครื่องจักร พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนเก่าแก่ทำงานที่ร้านมานาน ทำให้มีความรู้ความชำนาญ ถือเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า และเหมือนกับเป็นสมาชิกในครอบครัว
“เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ปี 2517 จากร้านค้าเล็กๆ ขยายมาเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเลือกซื้อของฝากที่ร้าน ระยะหลังก็นำไปฝากขายที่ร้านโกลเด้นเพลสบ้าง แต่พอมีโควิดทำให้ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากไม่มีลูกค้ามาที่ร้านเลย ขณะเดียวกันก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานซึ่งมีหลายคน”
ภาวรินบอกว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการ Local Enterprises เมื่อปลายปี 2564 ได้เรียนรู้หลักสูตรและวิธีคิดผ่านกระบวนการต่างๆ การปลูกฝังวินัยทางการเงิน การฝึกให้รู้จักคิด วิเคราะห์ในสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาจริงๆ จากนั้นก็ลงมือทำจากวิชาที่เรียน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ สอนการพิจารณาว่าควรต้องลดหรือเพิ่มอะไร
“พัฒนาการที่ได้รับหลังจากเข้าร่วมโครงการ ถ้าเป็นศรษฐีเรือนใน มีการจัดการแยกเรื่องการเงินส่วนตัวกับธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว แต่ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐีเรือนนอกทำให้รู้จักวิเคราะห์ตัวเลขงบการเงิน คิดอัตราส่วนกำไรสุทธิว่าจะสามารถเพิ่มได้อย่างไร ทำให้มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เคยซื้อวัตถุดิบจากยี่ปั๊ว ก็ไปหาแหล่งซัพพลายเออร์ใหม่เพื่อให้ได้ราคาถูกลง แล้วก็ยังได้เครดิตระยะเวลาชำระเงินด้วย นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการเรียนแล้วนำมาปรับใช้ กำไรก็เพิ่มขึ้น สภาพคล่องก็ดีขึ้น”
ผู้บริหารหวานระรินย้ำว่า การเข้าร่วมโครงการ ทำให้มุมมองธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มีปัญหาเข้ามาทุกวัน แต่บางครั้งไม่มีเวลามาคิดวิเคราะห์ การที่อาจารย์นำส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องรู้ ต้องคิดวิเคราะห์ ทำให้รู้จักตั้งเป้าหมายการขาย แล้วก็มาพิจารณาว่าที่ยอดขายไม่ได้ตามเป้านั้นเป็นเพราะอะไร เรียกว่ามีหลักคิดมากขึ้น
“คนส่วนใหญ่จะคิดว่า การทำธุรกิจนั้นเพียงทำเป็นก็สามารถขายได้ แต่จริงแล้วยังมีอะไรอีกมากมาย ทั้งปัญหาด้านการตลาด การเงิน เชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดความรู้ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้”
นับเป็นอีกมุมมองและประสบการณ์จากผู้เข้าร่วมโครงการ ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ ‘Local Enterprises’ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปแก้ปัญหา พร้อมกับการต่อยอดทางธุรกิจ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานราก เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นโมเดลช่วยยกระดับธุรกิจชุมชนทั่วประเทศต่อไป