เพราะโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทย ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ จึงส่งผลให้คนทุกกลุ่มโดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงนโยบายสาธารณะได้อย่างเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) และศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank : 101 PUB) จัดงานเสวนาสาธารณะ ‘ถูกสาปให้พ่ายแพ้ในกระแสความเปลี่ยนแปลง : รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2568’

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผอ.สำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวถึงรายงานสถานการณ์เด็กฯ ในปีนี้ว่า ข้อมูลถูกเก็บจากกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15 – 25 ปี ทั่วประเทศ จำนวน 10,000 คน ผ่านแบบสอบถามและการเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อศึกษาเชิงลึก สำรวจข้อมูลตั้งแต่ความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงความเชื่อ การรับรู้ คุณค่าและทัศนคติ นำมาวิเคราะห์ประกอบกับประเด็นสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นับว่าเป็น ‘ขุมทรัพย์ข้อมูล’ สำคัญในการทำความเข้าใจกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อการออกแบบนโยบายและโครงการให้เหมาะสม

วรดร เลิศรัตน์ และ สรัช สินธุประมา นักวิจัยจากศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว เผยถึงรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2568 พบว่า เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยต้องเผชิญกับคำสาป 8 เรื่อง ได้แก่
- ภาวะครัวเรือนมีหนี้สินสูง
- เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศรุนแรงและภัยพิบัติภาวะโลกรวน
- การเข้าถึงเทคโนโลยีมีความเหลื่อมล้ำ
- เยาวชนและครอบครัวถูกจ้างงานในรูปแบบที่ไม่เป็นมาตรฐานเพิ่มขึ้น
- เด็กและเยาวชนถูกฉุดรั้งความคิดสร้างสรรค์
- เยาวชนจำนวนมากพัวพันกับอบายมุขประเภทใหม่
- เยาวชนกับครอบครัวขัดแย้งกันในชีวิตประจำวันและห่างเหินกันมากขึ้น
- เยาวชนสูญเสียผู้แทนทางการเมือง และเชื่อมั่นในคุณค่าและสถาบันประชาธิปไตยเสรีลดลง
“เรื่องที่เป็นผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนมีหลากหลายมิติมาก โดยเฉพาะภาระหนี้ที่ส่งผลให้มีแนวโน้มความเครียดมากกว่าเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีหนี้ถึง 42% หรือแม้แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เด็กในครอบครัวรายได้น้อย ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ ประมาณ 82% ขณะที่ครอบครัวที่รายได้สูงที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ ประมาณ 8% เท่านั้น หรือปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยี เด็กและเยาวชน บางส่วนเข้าถึงเทคโนโลยี แต่อาจตกเป็นเหยื่อ ใช้ไม่ถูกวิธี รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และมีเด็กที่ยากจนถึง 70 – 80% ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้” สรัช ฉายให้เห็นภาพปัญหา
นักวิจัยจากศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว ยังได้นำเสนอทางออกเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศ
การพัฒนาเด็ก อาทิ การขยายสวัสดิการเป็นฐานให้ทุกคนเติบโตอย่างไม่ติดบ่วงหนี้ – ขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออย่างทั่วถึง ช่วยเด็ก – เยาวชนให้ปรับตัวได้กลางวิกฤตโลกรวน เช่น ตรวจวัดฝุ่นให้ตรงเป้า ครอบคลุม และทั่วถึง ไปจนถึงภาครัฐควรเห็นเด็กและเยาวชนในสมการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่วนปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยี นักวิจัยฯ เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและ AI กำลังเป็นตัวแปรสำคัญ
ในการกำหนดทิศทางการทำงานและการเรียนรู้ของโลก รัฐจึงควรสร้างทักษะทางเทคโนโลยีให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้อย่างถ้วนหน้า ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เสริมพลังครอบครัวและสถานศึกษาให้เท่าทันเทคโนโลยี รวมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมการพัฒนาและการใช้ AI โดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งกำกับดูแลภาคธุรกิจและแพลตฟอร์มดิจิทัลให้พัฒนาและดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิทธิ ผลประโยชน์ และความปลอดภัยของเด็กเหนือผลประโยชน์ทางการค้า