เร่งช่วย แรงงาน 252 ชีวิต รับผลกระทบ โรงงานปิดที่นครพนม หลังบริษัทไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ ส่งผลให้ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ต้องปิดกิจการ
วันที่ 25 ก.ย.2569 นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) พร้อมด้วย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ และ นายสุเทพ อู่อ้น คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางไปที่ว่าการอำเภอนาทม จ.นครพนม ตามข้อสั่งการของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เพื่อติดตามสถานการณ์และเร่งให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง
กรณีบริษัท ไทย อี้ หง เซรามิก จำกัด ประกาศปิดกิจการ ส่งผลให้ลูกจ้าง 252 คนได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง
โดยมี นางณัฐกฤตา ดาหาร แรงงานจังหวัดนครพนม นายวิระศักดิ์ แก้วบุดดา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 41 นครพนม นายขรรค์ชัย พุมมาเกิด ประกันสังคมจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานจัดหางานจังหวัดนครพนม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานสถานการณ์และแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง

นอกจากนี้ มีหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังการหารือ ประกอบด้วย น.ส.พิมพาพรณ์ สีน้ำเงิน นายอำเภอนาทม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครพนม พ.ต.ท.นพดล ผลพัฒนา ผกก.สภ.นาทม ตลอดจนกำนันและผู้ใหญ่บ้านจากทุกตำบลในพื้นที่
นายพิพัฒน์ชัย เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตสินค้าเซรามิก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ส่วนสถานประกอบการใน อ.นาทม เป็นสาขาที่ 2 โดยได้รับรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 จนถึงวันที่ประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 บริษัทไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่สินค้าจากคำสั่งซื้อเดิมบางส่วนถูกส่งคืน ส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและต้องปิดกิจการในที่สุด
“สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานได้เร่งให้ลูกจ้างยื่นคำร้องตามแบบ คร.7 เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย พร้อมดำเนินการด้านสิทธิกรณีว่างงาน และเชิญนายจ้างเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงดำเนินการแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามขั้นตอน หากนายจ้างไม่มาพบพนักงานตรวจแรงงาน จะดำเนินการออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง และสิทธิอื่นๆ ที่ลูกจ้างพึงได้รับตามกฎหมาย และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการหารือเกี่ยวกับการชำระสิทธิของลูกจ้าง ได้รับแจ้งว่า บริษัทมีค่าจ้างค้างจ่ายประจำเดือนสิงหาคม 2569 แก่ลูกจ้าง คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 2.5 ล้านบาท โดยบริษัทแจ้งว่าจะดำเนินการจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างและสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมายโดยเร็ว
นายพิพัฒน์ชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีลูกจ้างเข้ายื่นคำร้องแล้ว 186 คน โดยในส่วนของสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับเงินทดแทนเฉลี่ยประมาณ 5,780 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับฐานค่าจ้างและสิทธิของผู้ประกันตนแต่ละราย
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือในส่วนของเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และสิทธิที่กฎหมายกำหนด ควบคู่กับการประสานตำแหน่งงานว่างและการพัฒนาทักษะฝีมือ เพื่อช่วยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับเข้าสู่การทำงานและมีรายได้โดยเร็ว

“หลังได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมได้หารือกับนายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีข้อสรุปตรงกันว่า ต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างให้เร็วที่สุด แต่ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยหากเอกสารและกระบวนการต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไข คาดว่าจะสามารถเริ่มจ่ายสิทธิประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ประมาณปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนนี้” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว
นายพิพัฒน์ชัย กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการการช่วยเหลือลูกจ้างทั้ง 252 คน อย่างเต็มที่ ทั้งการติดตามค่าจ้างค้างจ่ายและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย การช่วยเหลือจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดหาตำแหน่งงานและพัฒนาทักษะฝีมือ โดยเป้าหมายสำคัญคือ ให้ลูกจ้างได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว พร้อมช่วยให้สามารถกลับเข้าสู่การจ้างงานและมีรายได้โดยเร็วที่สุด
