งาน Sustainability Expo 2026 รพ.เมดพาร์ค จัดเสวนา เตือนสายออกกำลังกาย! อย่าฝืนระวังสัญญาณอันตราย อาจเสี่ยงหัวใจวายได้
วันที่ 6 พ.ย.2569 ที่งาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) โดยโรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark) มีการจัดเสวนาหัวข้อ “How Hard Is Too Hard” ชวนตั้งคำถามว่า การออกกำลังกายหนักแค่ไหนจึงเรียกว่าเกินพอดี พร้อมให้ความรู้เรื่องการสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย และการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขันกีฬาที่มีความเข้มข้นสูง มี พญ.อลิศรา อารีราชการัณย์ แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและกระดูกและข้อ และ พญ.ศนิศรา จันทรจำนงค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ร่วมให้ข้อมูล
พญ.อลิศรา ให้ข้อมูลในเรื่อง HYROX เป็นการแข่งขันที่ผสมผสานการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร สลับกับการออกกำลังกาย 8 ฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ละฐานใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน เช่น Ski Erg, Sled Push และ Farmer’s Carry ผู้แข่งขันจึงต้องใช้ทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความทนทานของร่างกาย
โดยสิ่งที่ต้องระวังคือ การแข่งขันลักษณะนี้มีช่วงพักค่อนข้างจำกัด ผู้เล่นต้องออกแรงต่อเนื่อง เมื่อเริ่มเหนื่อยล้าอาจควบคุมท่าทางได้ไม่ดีเหมือนช่วงแรก แรงที่ควรลงไปยังกล้ามเนื้อจึงอาจถ่ายไปยังข้อต่อ กระดูก และเส้นเอ็นแทน ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ฝึกเตรียมร่างกายมาอย่างเหมาะสม
ขณะที่ พญ.ศนิศรา ระบุว่า HYROX จัดเป็นการออกกำลังกายแบบ High Intensity Exercise หรือการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง เพราะต้องใช้ทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกล้ามเนื้ออย่างหนัก ยิ่งในช่วงแข่งขันที่ต้องการทำเวลาให้ดี หลายคนอาจพยายามเร่งความเร็วและไม่ยอมผ่อนแรง แม้ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณว่าเหนื่อยเกินไปแล้วก็ตาม
แพทย์จึงแนะนำว่า ก่อนลงแข่งขันไม่ควรประเมินความพร้อมจากการที่ตัวเองออกกำลังกายเป็นประจำหรือรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจประเมินสุขภาพและความเสี่ยงที่อาจมีอยู่ก่อนด้วย
สำหรับความเสี่ยงด้านหัวใจ พญ.ศนิศรา อธิบายว่า การออกกำลังกายอย่างหนักจะกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ทำให้หัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หากผู้เล่นมีโรคหัวใจหรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ หรือเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวลคือ ความผิดปกติของหัวใจไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น คนอายุน้อยที่ดูแข็งแรงและไม่เคยมีอาการมาก่อนก็อาจมีความผิดปกติซ่อนอยู่ได้ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ
ส่วนสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ อาการแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง เวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืดคล้ายจะหมดสติ หรือหายใจไม่ออกผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ควรหยุดออกกำลังกายทันที ไม่ควรฝืนแข่งขันต่อ และควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักตัวมาก สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรประเมินสุขภาพก่อนลงแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์หัวใจ หรือทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพาน ตามความเหมาะสมของแต่ละคน
นอกจากเรื่องหัวใจแล้ว การออกกำลังกายหนักเกินไปยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อด้วย พญ.อลิศรา ระบุว่า อาจพบได้ตั้งแต่กล้ามเนื้อฉีกขาด หมอนรองกระดูกอ่อนในข้อเข่าบาดเจ็บ เส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่ฉีกขาด ไปจนถึงภาวะ Stress Fracture หรือกระดูกร้าวจากการใช้งานซ้ำ ๆ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกหน้าแข้ง
อีกทั้งบางคนอาจยังเดินหรือเคลื่อนไหวได้ตามปกติในช่วงแรก จึงคิดว่าอาการไม่รุนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจเริ่มปวดมากขึ้น หากยังฝืนใช้งานต่อก็อาจทำให้อาการหนักกว่าเดิม จนต้องหยุดออกกำลังกายหรือเข้ารับการรักษา
นอกจากนี้ ภาวะที่แพทย์ฝากเตือนคือ Rhabdomyolysis หรือภาวะกล้ามเนื้อสลาย ซึ่งเกิดจากเซลล์กล้ามเนื้อถูกทำลายหลังออกกำลังกายหนักเกินไป และปล่อยสารต่าง ๆ เข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต รวมถึงทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
พญ.ศนิศรา ระบุว่า อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายผิดปกติ อ่อนแรง กล้ามเนื้อบวม หรือปัสสาวะมีสีเข้ม หากพบอาการเหล่านี้หลังออกกำลังกายหนัก ควรหยุดกิจกรรมและรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเอง
ส่วนอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปหลังออกกำลังกาย หรือ Delayed Onset Muscle Soreness (DOMS) มักเกิดหลังใช้งานกล้ามเนื้อหนักกว่าปกติ และโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-3 วัน แต่หากปวดต่อเนื่องประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบวมและขัดขณะเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือเส้นเอ็น ควรให้แพทย์ตรวจประเมิน
สำหรับคนที่สนใจลงแข่งขัน HYROX หรือกีฬาเข้มข้นสูง พญ.ศนิศรา แนะนำให้เตรียมร่างกายล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดมีเวลาปรับตัว พร้อมประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพควบคู่กันไป
ด้าน พญ.อลิศรา ย้ำว่า การเตรียมร่างกายไม่ได้หมายถึงการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องฝึกระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความทนทานของกล้ามเนื้อ และฝึกท่าทางให้ถูกต้อง แม้ในช่วงที่ร่างกายเริ่มเหนื่อยล้า เพราะหากควบคุมท่าได้ไม่ดี ก็อาจนำไปสู่การบาดเจ็บได้
โดยอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการพักฟื้น หรือ Recovery เพราะหลังออกกำลังกายหนัก กล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หากฝึกซ้ำต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพัก อาจทำให้สมรรถภาพลดลงและเสี่ยงต่อภาวะ Overtraining หรือการฝึกหนักเกินไป และ สำหรับคนที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทั่วไป พญ.อลิศรา แนะนำให้ทำคาร์ดิโอระดับเบาถึงปานกลางประมาณ 3-5 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับเวทเทรนนิ่ง 2-3 วันต่อสัปดาห์ และควรมีวันพักหรือทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น โยคะและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
ขณะที่ พญ.ศนิศรา แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยระดับความเหนื่อยควรยังอยู่ในจุดที่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอระหว่างออกกำลังกาย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและอาการหน้ามืด
ทั้งนี้ การเสวนาครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสุขภาพที่ถูกนำเสนอภายใน SX2026 ซึ่งไม่ได้พูดถึงเพียงการออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่ยังชวนให้ผู้คนหันมาใส่ใจการดูแลร่างกายอย่างถูกวิธี รู้จักขีดจำกัดของตัวเอง และไม่มองข้ามสัญญาณเตือนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะการมีสุขภาพดีไม่ใช่การเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายทุกครั้ง แต่คือการดูแลตัวเองให้แข็งแรงและออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง





