มก.เปิดเวที กะเพรา…คุยกันให้ชัด เผยเบื้องหลังวิจัยกะเพรา 4X ชูคลังเชื้อพันธุ์ผักกว่า 14,000 หมายเลข มุ่งสร้างประโยชน์สู่เกษตรกรไทย
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเวที KU Inside Out EP. 01 “กะเพรา…คุยกันให้ชัด” ระดมนักวิจัยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สภาเกษตรกร และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องหลังการพัฒนากะเพรา “แก้วจุรี 01–04” ตั้งแต่ที่มาของงานวิจัย เทคนิคการเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม 4X ไปจนถึงหลักเกณฑ์การคุ้มครองพันธุ์พืชและการแบ่งปันผลประโยชน์ พร้อมนำเสนอศักยภาพการอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ผักกว่า 14,000 หมายเลขเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ประโยชน์ของเกษตรกรและสังคม
เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นต่อกรณีการพัฒนากะเพราพันธุ์ “แก้วจุรี 01–04” ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงทั้งงานวิจัยและนวัตกรรมการเกษตร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม การคุ้มครองพันธุ์พืช ตลอดจนสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกร โดยมุ่งสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงเวทีเสวนาครั้งนี้มีนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ภาคเอกชน สภาเกษตรกรแห่งชาติ และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่ที่มาของงานวิจัยและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม กระบวนการปรับปรุงพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ข้อกังวลเกี่ยวกับการผสมข้ามพันธุ์ ตลอดจนหลักเกณฑ์การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing: ABS) โดยมุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมนวัตกรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และการคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
เปิดที่มา “แก้วจุรี 01–04” พัฒนากะเพรา 4X ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร
รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร อาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เล่าเรื่องราวกะเพราพันธุ์ “แก้วจุรี 01–04” เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) โดยภาคเอกชนนำเมล็ดพันธุ์กะเพราพื้นบ้านมาให้มหาวิทยาลัยดำเนินการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้กะเพราที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง
ทั้งด้านขนาดใบ ความหนาของเนื้อใบ และกลิ่นหอมที่คงทนกระบวนการวิจัยใช้เทคนิคการเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม (Polyploidy) เพื่อพัฒนากะเพราที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด หรือ 4X ผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบคุณลักษณะด้านกลิ่นจากสารระเหย จนได้กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมคงตัว นักวิจัยชี้แจงว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการปรับปรุงพันธุ์ตามโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมกะเพราสายพันธุ์อื่นอย่างต่อเนื่องสำหรับกะเพรา OC034 เป็นเชื้อพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวบรวมไว้ และนำมาใช้เป็นพันธุ์ตั้งต้นในการพัฒนากะเพราพันธุ์ KU034-C8-24 เป็นผลงานปรับปรุงพันธุ์ของมหาวิทยาลัยอีกสายพันธุ์หนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำทรัพยากรพันธุกรรมที่รวบรวมและอนุรักษ์ไว้มาต่อยอดเป็นองค์ความรู้และผลงานวิจัยทางการเกษตร
ในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการผสมข้ามพันธุ์และการปนเปื้อนทางพันธุกรรม ทีมวิจัยให้ข้อมูลว่า กะเพราแก้วจุรีผ่านกระบวนการเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมเป็น 4X ขณะที่กะเพราทั่วไปมีชุดโครโมโซม 2X โดยจากการทดลองผสมระหว่างกะเพราทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง ยังไม่พบการติดเมล็ด
ผลการทดลองดังกล่าวเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายข้อจำกัดของการผสมข้ามระหว่างกะเพราทั้งสองกลุ่ม และเป็นข้อมูลประกอบการทำความเข้าใจข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนทางพันธุกรรม กรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูลกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ภาคเอกชน–เกษตรกรสะท้อนมุมมองการใช้ประโยชน์
คุณธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืชกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมพืชตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะมาตรา 52 ซึ่งกำหนดกลไกการอนุญาตและการจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS) สำหรับการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าไปใช้ในการวิจัย เพื่อประโยชน์ทางการค้า รวมถึงการนำรายได้ตามข้อตกลงเข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชตามที่กฎหมายกำหนดไขข้อกังวลประชาชนเรื่องการปลูกและบริโภคกะเพราในครัวเรือนจากกระแสข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่ภาคเอกชนร่วมกับสถาบันการศึกษาพัฒนาขึ้น
ทำให้ประชาชนเกิดข้อกังวลว่า หากปลูกกะเพราไว้บริเวณบ้านหรือข้างรั้ว จะยังสามารถเด็ดมาประกอบอาหารได้หรือไม่ หรืออาจถูกฟ้องร้องจากการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชดังกล่าวหรือไม่ ประเด็นนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาชี้แจงในเวทีเสวนา “กะเพรา…คุยกันให้ชัด” โดยคุณธิดากุญยืนยันว่า หากเป็นการปลูกเพื่ออุปโภคบริโภคภายในครัวเรือน ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการค้า ประชาชนยังสามารถปลูกและเก็บกะเพรามาประกอบอาหารได้ตามปกติ ไม่เป็นปัญหาและไม่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้อง
คุณธิดากุญ อธิบายเพิ่มเติมว่า หลักการของกฎหมายคือการให้หน่วยงานรัฐกำกับดูแลการนำทรัพยากรพันธุกรรมพืชไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การกำกับดูแลการนำกะเพราไปประกอบอาหารหรือปลูกไว้บริโภคภายในบ้าน แต่หากมีการนำทรัพยากรดังกล่าวไปศึกษา ทดลอง วิจัย หรือปรับปรุงพันธุ์ เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า เช่น เครื่องสำอาง ยารักษาโรค หรือการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ผู้ดำเนินการต้องขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด สำหรับหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing: ABS) เป็นกลไกที่กำหนดให้ผู้ที่นำทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ต้องจัดทำข้อตกลงเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยมุ่งให้ผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ คุณธิดากุญ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการจดแจ้งคุ้มครองพันธุ์พืชภายหลังพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ โดยผู้ที่ยื่นจดแจ้งคุ้มครองพันธุ์พืชที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยหรือสถาบันวิชาการ ขณะที่ภาคเอกชนยังมีสัดส่วนเป็นส่วนน้อย ขณะที่ คุณบุญรักษ์ บัวลอยลม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โฮมซีดส์ จำกัด สะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการ SME ว่า มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผลงานและสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ อย่างไรก็ตามควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมได้
คุณณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐคำนึงถึงสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและใช้เมล็ดพันธุ์ ควบคู่กับการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และการสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม โดยเห็นว่าควรเปิดเผยข้อมูลสัญญาและรายละเอียดการแบ่งปันผลประโยชน์ให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างการวิจัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยกับผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงองค์ความรู้และใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างทั่วถึง
มก. อนุรักษ์เชื้อพันธุ์ผักกว่า 14,000 หมายเลข รากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตร
นอกเหนือจากการพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืช ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาการเกษตรในอนาคต โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (Tropical Vegetable Research Center, TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวบรวมและเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ผักไว้มากกว่า 14,000 หมายเลข รวมถึงกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับการศึกษา วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และต่อยอดการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

