ป.บุกจับ แก๊งหลอกซื้อดาวน์รถบรรทุก-แบคโฮ อ้างจะนำไปผ่อนต่อ แต่กลับเอาไป ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน เหยื่อเสียหายเกือบ 80 ล้านบาท

ป.บุกจับ

หาหลักฐานมัดตัว

ป.บุกจับ / เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท. ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.มนต์ชัย เพ็งเลิศ พ.ต.ท.วิศิษฎ์ ศรียาภัย พ.ต.ต.พงษ์พิทักษ์ บุญบำรุง สว.กก.5 บก.ป.

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัว นายพงษ์ศักดิ์ เทียมปาก อายุ 26 ปี ชาว ต.มะลวน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และน.ส.วลัยพร สัพพะเลข อายุ 28 ปี ชาวมีนบุรี กทม. ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2039/2561 และ 2041/2561 ตามลำดับ ลงวันที่ 10 ก.ย. 2561 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” โดยสามารถจับกุมทั้งคู่ได้ที่บ้านพักใน จ.สุราษฎร์ธานี และซ.รามคำแหง 190/2 แขวงและเขตมีนบุรี กทม.

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายจำนวนมาก เข้าร้องเรียนกับทางตำรวจกองปราบ หลังถูกผู้ต้องหากลุ่มนี้หลอกลวง ทำทีจะซื้อดาวน์รถแบคโฮ รถหัวลากและรถบรรทุก ซึ่งมีราคาประมาณ 3-4 ล้านบาท จากกลุ่มผู้เสียหาย ในราคาคันละประมาณ 3 แสนบาท เพื่อนำไปผ่อนต่อ

แต่เมื่อได้รถไปแล้ว กลับไม่ยอมทำการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ หรือผู้ครอบครองกับทางบริษัทไฟแนนซ์ รวมถึงไม่มีการจ่ายค่างวดรถตามสัญญา ทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถ ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ จนได้รับความเดือดร้อน

ป.บุกจับ

ผู้ต้องหายังปฏิเสธ

ตร.สืบจนรู้ตัวทั้งแก๊ง

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ลงพื้นที่สืบหาเบาะแส จนทราบเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้มีด้วยกันทั้งหมด 3 คน มีการแบ่งหน้าที่ทำกันเป็นขบวนการ โดยมี นายวรเทพ บุญทร ผู้ต้องหาอีก 1 ราย ที่ยังอยู่ระหว่างหลบหนีเป็นหัวหน้าขบวนการ

คอยสั่งการให้นายพงษ์ศักดิ์ หรือ จ่าบูม ซึ่งเป็นทหารยศจ่าอากาศ อยู่ในสังกัด กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี ทำทีเป็นตัวแทนของบริษัทแห่งหนึ่ง เข้าไปเจรจาติดต่อขอซื้อดาวน์รถกับผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อนายพงษ์ศักดิ์ ก็จะส่งเรื่องต่อมายังน.ส.วลัยพร เพื่อทำทีอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการด้านเอกสาร ทำเรื่องเปลี่ยนผู้เช่าซื้อกับทางบริษัทไฟแนนซ์และการโอนเงิน

แต่เมื่อมีการจ่ายเงินดาวน์ และรับมอบรถจากทางผู้เสียหายแล้ว ผู้ต้องหากลุ่มนี้ก็จะเชิดรถหนีหายไป ก่อนจะนำรถไปจอดพักไว้ที่บ่อทรายแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี เพื่อเตรียมนำส่งขายให้กับลูกค้ายังประเทศเพื่อนบ้าน ในราคาคันละ 1-2 ล้านบาท จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับ ก่อนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ที่บ้านพักดังกล่าว

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ ยังได้กระจายกำลัง นำหมายค้นเข้าตรวจค้น อาคารพานิชย์ สูง 4 ชั้น เลขที่ 113 ม.1 ต.คลองนา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท เอบีแซด กรุ๊ป(ประเทศไทย) จำกัด ของ น.ส.วิลัยพร หลังพบว่าเป็นสถานที่ใช้เก็บเอกสารธุรกรรมทางการเงิน และเอกสารเกี่ยวกับรถของผู้เสียหาย

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบเอกสารธุรกรรม การโอนเงินเข้าออกระหว่าง น.ส.วิลัยพรกับนายพงษ์ศักดิ์ จำนวนมาก จึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่กำลังอีกส่วนหนึ่งเข้าทำการตรวจค้นพื้นที่คล้ายกับบ่อทราย ในพื้นที่ ม.7 ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีการเปิดเป็นอู่ซ่อมรถ หลังทราบว่าถูกใช้เป็นสถานที่จอดเก็บรถ เพื่อเตรียมส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน

ก่อนพบรถบรรทุกขนาดใหญ่และซากรถ จอดอยู่ภายในอู่ดังกล่าวจำนวน 28 คัน เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้ทำการตรวจสอบหาที่ไปที่มาของรถดังกล่าว

ก่อเหตุ 4 คดี เสียหายเกือบ 80 ล้านบาท

ขณะที่พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวน พบการกระทำผิดอย่างชัดเจน สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้ 4 คดี ประกอบด้วยคดีหลอกเช่าซื้อรถแบคโฮ จำนวน 4 คัน มูลค่าประมาณ 14.8 ล้านบาท เหตุเกิดในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา

คดีเช่าซื้อรถแทร็กเตอร์แบบขุดดิน 1 คันมูลค่า 4.3 ล้านบาท ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี คดีหลอกเช่าซื้อรถบรรทุกจากผู้เสียหาย จำนวน 6 ราย ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช รวมมูลค่าความเสียหาย ประมาณ 27.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ผู้ต้องหากลุ่มนี้ ยังก่อเหตุแฝงตัวเข้าไปซื้อหุ้น เพื่อร่วมลงทุนกับบริษัทเกี่ยวกับการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ในจำนวนเงิน 3 ล้านบาท เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการบริหาร ก่อนจะสั่งการให้นำรถหัวลากของบริษัทดังกล่าว จำนวน 10 คัน มูลค่ารวม 30 ล้านบาท ไปจอดที่อู่ในจ.กาญจนบุรี ก่อนจะเคลื่อนย้ายรถหนีไปหายไป

อย่างไรก็ตามจากการประเมิน มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผู้ต้องหากลุ่มนี้ เบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าความเสียหาย มากถึง 77 ล้านบาท

2ผู้ต้องหาให้การยังปฏิเสธ

จากการสอบสวน นายพงษ์ศักดิ์ ให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่าตนทำหน้าที่เป็นเพียงแค่นายหน้าจัดหารถ ให้กับทางนายวรเทพเพียงเท่านั้น โดยจะได้รับค่าตอบแทนคันละ 2 หมื่นบาท ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการของนายวรเทพแต่อย่างใด

ด้าน น.ส.วลัยพร ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเปิดบริษัทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และรับดำเนินการประสานงานด้านสินเชื่อ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนที่รู้จักกันนั้นเป็นเพียงในฐานะลูกค้า ที่มาติดต่อให้ช่วยดำเนินการด้านเอกสารเกี่ยวกับการขอสินเชื่อเพียงเท่านั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อจึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน