ชาวเลราไวย์ บุกศาลากลางภูเก็ต ขอความเป็นธรรม ถูกจับคดีที่ดิน มึนถูกตีปางตาย แต่เรื่องเงียบ

ชาวเลราไวย์ บุกศาลากลางภูเก็ต ขอความเป็นธรรม ถูกจับคดีที่ดิน
ชาวเลราไวย์ บุกศาลากลางภูเก็ต ขอความเป็นธรรม ถูกจับคดีที่ดิน

ชาวเลราไวย์ บุกศาลากลางภูเก็ต ขอความเป็นธรรม ถูกจับคดีที่ดิน มึนถูกตีปางตาย แต่เรื่องเงียบ

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. น.ส.บังอร แซ่ชั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เดินทางไปที่สภ.ฉลองเพื่อมอบตัว หลังเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางเข้าไปยังชุมชนราไวย์ เพื่อจับกุมชาวบ้านจำนวน 5 ราย ในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยมีนายสนิท แซ่ชั่ว ผู้ประสานงานชุมชนชาวเลราไวย์ พร้อมด้วยชาวบ้านไปร่วมให้กำลังใจ

นายสนิทเปิดเผยว่า ชาวบ้านที่ถูกออกหมายจับครั้งนี้มีด้วยกัน 5 คน ซึ่งประกอบด้วย 1.น.ส.วีรวรรณ หาดทรายทอง 2.น.ส.บุญใจ พลรบ 3.น.ส.บังอร แซ่ชั่ว 4.น.ส.ดา หลักเกาะ 5.น.ส.จันทร บางจาก โดย 2 คนแรกถูกจับกุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.

ซึ่งชาวบ้านกว่า 100 คนได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีการจับกุมในครั้งนี้ เพราะเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 2559 และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็น 5 คนนี้ ทั้งนี้ระหว่างที่ตำรวจลงพื้นที่นั้น น.ส.บังอรไม่อยู่บ้านจึงได้มามอบตัวในวันนี้ ส่วนอีก 2 คนหลังที่อยู่ในหมายจับนั้น ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร ทั้งนี้ น.ส.วีรวรรณและ น.ส.บุญใจ ได้รับประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งสมาชิกเทศบาลและผู้ใหญ่บ้านค้ำประกัน

เมื่อเดือนมกราคม 2559 มีชายฉกรรจ์ไม่น้อยกว่า 100 คน รุมตีชาวบ้านที่ออกมาขัดขวางไม่ให้นำหินมากั้นเส้นทางสาธารณะที่จะเดินไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพวกเราจนชาวบ้านบาดเจ็บหลายราย แต่จนบัดนี้เรากลับไม่ทราบความคืบหน้าใดๆ พอถามทางตำรวจว่าได้จับกุมคนที่ทำร้ายชาวบ้านปางตายหรือยัง นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ชี้แจงว่าเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ แต่น่าแปลกใจคือชาวบ้านกลับถูกจับกุม แต่กลุ่มชายฉกรรจ์กลับหาตัวไม่เจอ ทั้งๆที่มีภาพถ่ายมากมายนายสนิท กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

นายสนิท กล่าวอีกว่า ในหมายจับที่ออกจากศาลนั้นลงวันที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 ดังนั้นจึงไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมีการดำเนินการช่วงนี้ และอีกประเด็นหนึ่งที่อยากขอความเป็นธรรมคือกรมเจ้าท่าได้มีคำสั่งให้รื้อถอนเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดราไวย์มานานแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆที่หากรื้อเขื่อนดังกล่าวจะทำให้ชายหาดกว้างขึ้นและชาวบ้านได้ใช้เป็นเส้นทางสาธารณะเดินเรียบหาดไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้

วันเดียวกันชาวเลชุมชนราไวย์ประมาณ 200 คน เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือของความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในหนังสือระบุว่า เหตุการณ์วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายจับไปควบคุมตัวชาวเลในชุมชนราไวย์ที่เป็นผู้หญิงจำนวน 2 คน

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการออกหมายจับ ที่สืบเนื่องมาจากการที่ชาวเลราไวย์ได้ออกมาต่อต้านการปิดกั้นทางสาธารณะโดยบริษัทเอกชนเมื่อ พ.ศ.2559 โดยชาวเลถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คนที่เอกชนจ้างมาทำร้ายชาวบ้านบาดเจ็บหลายราย และชาวเลแจ้งความไว้ที่ สภ.ฉลอง แต่กลับไม่ได้รับทราบความคืบหน้าของผลการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ในทางกลับกันชาวเลราไวย์ถูกออกหมายจับ

ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมยังระบุด้วยว่า อยากให้ทางจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนดังนี้

1.ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ สภ.ฉลอง ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวในทันทีว่ามีการออกหมายจับชาวเลกี่รายและได้ดำเนินคดีกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ทำร้ายชาวบ้านไปแล้วกี่ราย

2.ให้ผู้ว่าฯสั่งการรื้อเขื่อนกันคลื่นหน้าชายหาดราไวย์โดยเร่งด่วน เนื่องจากกรมเจ้าท่าได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาแล้วกว่า 3 ปีและพบว่าการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นแห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาต และหากมีการรื้อเขื่อนก็จะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าแนวชายหาดสาธารณะถูกเอกชนอ้างสิทธิครอบครองไปเท่าไหร่ และบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เกิดข้อพิพาททำให้ชาวเลถูกจับกุม

3.ขอให้ช่วยเหลือด้านคดีกับชาวเลที่ถูกจับกุมเนื่องจากการปกป้องที่ดินสาธารณะ

“ที่ผ่านมาชาวเลราไวย์ได้ต่อสู้คดีมายาวนานกว่า 10 ปี จนสามารถพิสูจน์ในชั้นศาลได้ว่าที่ดินบริเวณหน้าหาดราไวย์เป็นที่ดินสาธารณะ เป็นชายหาดที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ชาวเลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้ว่าฯจะรีบดำเนินการเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของรัฐ และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ปกป้องที่ดินสาธารณะ”ในหนังสือดังกล่าว ระบุ

อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากบริษัทบารอน เวิลด์ เทรด จำกัด กว่า 100 คนกับชาวเลในชุมชนราไวย์ ภายหลังเกิดการเผชิญหน้ามาระยะหนึ่งเนื่องจากบริษัทบารอนฯ ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ให้คนงานนำก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดกั้นเส้นทางซึ่งชาวบ้านระบุว่าเป็นเส้นทางสาธารณะดั้งเดิมที่ชาวเลในชุมชนใช้เดินไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรม(บาไล) ทำให้ชาวเลบาดเจ็บหลายราย

บทความก่อนหน้านี้พิกฟอร์ด เจอสอบสวนคดีวิวาท – โซเชียลแชร์ว่อน คลิปฟาดปากหน้าผับ(คลิป)
บทความถัดไปทุ่ม 250 ล้าน ปรับโฉมเซ็นทรัลออนไลน์ตั้งเป้าเบอร์ 1 ออมนิชาแนล คาด 5 ปียอดขายแตะหมื่นล.