วันที่ 5 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานมุมมองของนักวิชาการ แกนนำภาคประชาชนและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สะท้อนความรู้สึกและความคาดหวังต่อคณะของ คณะรัฐมนตรีส่วนหน้าที่ผ่าน ครม.มาแล้วทั้ง 13 ท่าน ว่ายังผิดหวังเพราะยังขาดความลักหลายของ คณะ ครม.ชุดนี้ โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นนายทหาร เป็นข้าราชการ ที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งบุคลเหล่านี้ล้วนเคยมาทำงานเป็นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่มาแล้วทั้งนั้น แล้วปัญหาในพื้นที่ก็ยังคงเป็นปัญหาที่รอการแก้ไข จึงเกิดความไม่เชื่อมั่น และสิ้นหวังไม่ต่างอะไรกับเหล้าเก่าในขวดใหม่ จึงอยากให้มีการประเมินผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ว่ามีอะไรควรปรับแก้ไข มีอะไรที่ควรแก่การสรรต่อ ทั้งนี้เพื่อก่อเกิดประสิทธิผลของการวางนโยบายกำหนดเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่สู่ความยั่นยืนต่อไป
นายเศษฐ์ อัลยุฟรีย์ นายก อบจ.ปัตตานี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เน้นต้องอาศัยความลักหลายของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในพื้นที่ จะมองปัญหามิติใดมิติหนึ่งนั้นย่อมทำไม่ได้ ดังนั้นการได้มาของคณะทำงานในพื้นที่จะเป็นอะไรก็ตามที่จะเรียกชื่อที่ตั้งขึ้นมาต้องมีสัดส่วนของภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะที่ปรึกษา ศอ.บต.ก็ดี ผมยังมองว่ายังขาดความหลักหลาย จึงเป็นห่วงในเรื่องของข้อมูลที่จะนำสู่การกำหนดนโยบายเพื่อกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่จะทั่วถึงหรือไม่อย่างไร เพราะอดีตเราเตยมี พรบ.ศอ.บต.มีการกำหนดรูปแบบคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาระบุที่มาอย่างชัดเจน แต่คราวนี้มาจากการสรรหาอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ได้คำนึงในส่วนนี้เลย
ส่วน ครม.ส่วนหน้ามีอดีต ผบทบ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการศึกษาธิการนั่งเป็นหัวจักรใหญ่ ดูแล้วจะไปเข้าใจอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีนโยบายหลัก 2 เรื่องหลักคือมิติความมั่นคงในพื้นที่กับการดูแลการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นเรื่องที่ดีมาก หวังจะได้ยกฐานะการศึกษาของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างน้อยสามารถเทียบเทียนกับการศึกษาของภาคอื่นของประเทศ แต่ต้องไม่ลืมที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของคนในพื้นที่ที่จ้องได้รับความเดือดร้อนจากปัญหายางราคาตกอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลต่อรายได้และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชนในพื้นที่ จึงอยากมีคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะอย่างน้อยควรมีระดับอดิบดีเศษฐกิจเข้าร่วมกับคณะครม.ส่วนหน้าจะเป็นการดี อย่างน้อยก็จะเกิดความมั่นใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐ์กิจในพื้นที่
ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้อำนวยการสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และนักวิชาการรัฐศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า การตั้ง ครม.ส่วนหน้า มีนายทหารเป็นส่วนใหญ่ มองว่ามีทั้งข้อที่ดีและ ข้อน่ากังวล ข้อดี คณะครม.ส่วนหน้าตั้งขึ้นมาเพื่อประสานงานระหว่างในพื้นที่กับรัฐบาลให้รวดเร็วซึ่งที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า ในส่วนของ ข้อกังวล ในพื้นที่ มีกอรมน.4 ส่วนหน้า กับ ศอ.บต. เป็นหลักแล้ว การทำหน้าที่ของ ครม.จะมาทับซ้อนกันหรือไม ซึ่งถ้าสามารถมีความชัดเจนในภาระหน้าที่และไม่ทับซ้อนกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะในอดีต สมัยยุคของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้ส่ง ครม.ส่วนหน้าเช่นกัน ได้ส่ง นายถาวร เสนเนียม มาวนเวียนในพื้นที่
นายมะแอ สะอะ หรือ หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำกลุ่มพูโล กล่าวว่า ดูจากคำสั่ง ครม.ส่วนหน้า จะมาเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่เมื่อดูรายชื่อบุคคลที่จะมา ไม่มีใครเลย เป็นคนพื้นที่ และที่นับถือศาสนาอิสลาม อย่างน้อยขอให้มี จังหวัดละ 1 คนก็ยังดี เป็นแบบนี้แล้วจะทำงานอย่างไร ทั้งที่อดีตผู้ว่า จากสามจังหวัด ก็มีหลายคน นายพล ก็มีหลายคน คิดว่าคงมีแค่ชื่ออย่างเดียว ไม่สามารถทำอะไรได้
นายฆอซาลี อาแว นักวิจัย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีความเห็นว่าเป็นการริเริ่มที่ดีสำหรับรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ทำการวิจัยและได้เคยเสนอ รูปแบบการปกครองในพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น การศึกษาวิจัยรูปแบบการปกครองในรูปแบบทบวง มีรัฐมนตรีเฉพาะเพื่อดูแลประเด็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อออกมาในรูปแบบ ครม.ส่วนหน้า ทำให้เกิดความหวังในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างน้อยเป็นการลดขั้นตอนในการบริหารจัดการและฝ่ายปฏิบัติหรือกลไกต่างๆ ของรัฐจะสามารถปฏิบัติงานได้เร็วและทันท่วงที
นายฆอซาลี กล่าวว่า ส่วน.ครม.ส่วนหน้าจะมีผลอย่างไรกับสร้างกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประการแรก ครม.ส่วนหน้า ต้องมีความชัดเจนในกรอบและบทบาทหน้าที่ เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้ในพื้นที่ มีหน่วยงาน องค์กรภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย และการพัฒนาอยู่แล้ว ส่วนการเดินหน้าพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างก็มีกลไกในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230/2557 เรื่อง “การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งต้องมีการประสานร่วมและวางบทบาทในชัดเจนก่อน เพื่อให้ฝ่ายรัฐมีกรอบและทิศทางเดียวกันในการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ หากไม่สามารถประสานอาจจะทำให้การดำเนินงานของ ครม.ส่วนหน้ามีการทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ
“ประการที่สอง การได้มาของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ ครม.ส่วนหน้า ยังคงเป็นภาคราชการและข้าราชการที่เกษียณ ถึงแม้ว่าจะมีความรู้โดยเฉพาะกอ.รมน.ภาค 4 และศอ.บต.ที่ทำหน้าที่หลักและมีบทบาทนำอยู่ในแล้วในพื้นที่ และประสบการณ์มาในอดีต แต่ควรที่จะมีนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคอื่นๆ ที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเหมาะสม ควรที่จะดึงบุคคลเหล่านี้ด้วย หรืออาจจะสร้างกลไกอื่นๆ ภายใต้ ครม.ส่วนหน้า เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วม เนื่องจากกระบวนการสันติภาพต้องดำเนินการหลายภาคส่วนที่มีความหลากหลายและหลายระดับ” นายฆอซาลี กล่าว
นายมะรอนิง สาและ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวปัตตานี กล่าวว่า ครม.ส่วนหน้า ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลแต่งตั้ง ครม.ส่วนหน้า เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่ก็มีเรื่องกังวล 2 เรื่อง 1.ครม.ส่วนหน้าชุดนี้ มีทหารเป็นส่วนใหญ่เลยกลัวว่าจะใช้รูปแบบการทหารมาแก้ปัญหาในพื้นที่ 2. ยังไม่มีความชัดเจนการทำงานหรือนโยบายระหว่าง ครม.ส่วนหน้า กับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กาทำงาน ของครม.ส่วนหน้าได้ เพราะยังไม่ได้เริ่มทำงาน
“ที่สำคัญการมี ครม.ส่วนหน้า อาจจะทำให้พูดคุยสันติภาพในพื้นที่มีแนวทางที่ดีขึ้น เพียง แต่ ครม.ส่วนหน้าจะต้องเปลี่ยนระบบการทำงานโดยการรับฟังความคิดเห็นจากองค์ภรประชาสังคมและองค์กรภาคประชาสังคมทุกกลุ่ม ไม่ใช่รับฟังกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” นายมะรอนิง กล่าว
นายรักษ์ชาติ สุวรรณ แกนนำเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า ครม.ส่วนหน้า เคยมีมาแล้วสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยลงมาอยู่ในพื้นที่ แต่ลงมาในพื้นที่เพียงแค่ 1 เดือน แค่ 1-2 ครั้ง หากมองการทำงานของครม.ส่วนหน้า ก็ถือว่ามีความน่าสนใจอยู่ แต่ ครม.ส่วนหน้าจะต้องอยู่ในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ มีนโยบายชัดเจน ที่สำคัญต้องสามารถแก้ปัญหาของคนในพื้นที่ได้ และนโยบายที่ชัดเจนไม่ทักซ้อนกับกอ.รมน ภาค 4 สน. หรือหากทับซ้อนแล้วจะต้องมีผู้ที่ตัดสินใจ แต่หากนโยบายมีการแยกออกอย่างชัดเจนมันเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ตนคิดว่าหากมีแต่งตั้งขึ้นมาแล้ว ครม.ส่วนหน้าต้องลงพื้นที่ให้บ่อยๆ จึงจะมีประโยชน์ แต่หากไม่ลงพื้นที่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“จากการพูดคุยกับคนไทยพุทธในพื้นที่มองว่า ครม. ส่วนหน้าสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น แต่คงดูกันต่อไปในสิ่งรัฐพยายามจะแก้ปัญหามันตรงประเด็นหรือเปล่า บางคนมองว่าครม.ส่วนหน้า มีเชื่อมโยงกับการทำพื้นที่เศรษฐกิจ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วย เพราะก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการพื้นที่เศรษฐกิจสามเหลี่ยมมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เมื่อนายกรัฐมนตรีกลับไป มีครม.ส่วนหน้า ทำให้บางคนคิดว่ากำลังทำเขตปกครองพิเศษในพื้นที่หรือเปล่า แต่ส่วนตัวคิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น”นายรักษ์ชาติ กล่าว
นายรักษ์ชาติ กล่าวอีกว่า ครม.ส่วนหน้าอาจจะไม่สามารถช่วยในกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข เต็มที่สักเท่าไร แต่ครม.ส่วนหน้า สามารแก้ปัญหาอื่นๆในพื้นที่ได้มากกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ใน ครม.ส่วนหน้าด้วย เพื่อที่จะได้ลงมารับฟังรับความคิดเห็นจากองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่ม แต่ไม่รับฟังองค์กรที่จัดตั้งโดยรัฐอย่างเดียว