เจ้าของร้านหมูกระทะโอดครวญ หลังเจอลูก ตร.กร่างยิงขู่ ทำลูกค้าไม่กล้าเข้าร้าน เหลือแค่ 10 โต๊ะ เล่าทั้งน้ำตา พ่อเป้นโรคหัวใจ วิ่งกุมหน้าอก

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
เพิ่มเพื่อน

จากกรณี ร.ต.ต.พิพัฒชัย ชูบัว ผบ.หมู่ ป.สภ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้นำตัว นายศรัณยู ชูบัว อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นลูกชาย และ นายปฐวี วงศ์ยศศรัณย อายุ 28 ปี พร้อมอาวุธปืน เข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองตรัง หลัง นายศรัณยู และ นายปฐวี ก่อเหตุรัวยิงขู่ร้านมาเฟียร์หมูกระทะ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 23 มี.ค.64 ผู้สื่อได้เดินทางไปยังร้านหมูกระทะดังกล่าว พบว่าพนักงานกำลังเก็บกวาดร้านตามปกติ โดยวันนี้ทางร้านได้ประกาศหยุดชั่วคราว เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะพบกับ นายสุนทร อมรวิริยะนนท์ หรือจุ้ย อายุ 35 ปี เจ้าของร้าน และ น.ส.ทิพย์พาดา ใจตรง หรือน้อง อายุ 34 ปี ภรรยา

น.ส.ทิพย์พาดา เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุ ทางร้านก็ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าลดลงอย่างทันตา จากที่มีรายได้คงตัว กลับไม่มีลูกค้าเลย เคยขายได้วันละ 100 โต๊ะ ลดเหลือ 10 กว่าโต๊ะ ปกติทางร้านจะได้รับรายได้ต่อวันประมาณ 40,000-50,000 บาท โดยวันหยุดจะได้รับถึง 70,000 บาท แต่เมื่อวานนี้หลังเกิดเหตุ ทางร้านได้รับรายได้เพียง 20,000 บาท ซึ่งถือว่าขาดทุนมาก

โดยเมื่อวานนี้ลูกค้าก็ไม่กล้าที่จะนั่งหน้าร้าน กลับนั่งอยู่หลังร้าน ก็กลัวว่าเรื่องจะเงียบไป ตนเป็นเพียงบุคคลธรรมดา จะมีความยุติธรรมให้กับเราไหม ตนทำได้แค่รอ ก็อยากฝากถึงหน่วยงานราชการผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ ให้ลงมาดูแลหน่อย เรื่องนี้มีผลกระทบต่อตน เพราะลูกค้าไม่ได้รู้สึกถึงความปลอดภัย เกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาล้างแค้นหรือมาก่อเหตุซ้ำ

ตนก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะเราเองก็ไม่ได้ไปมีเรื่อง ทุกฝ่ายต่างก็กลัวเหมือนกัน ตอนนี้ไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถให้ความอบอุ่นกับเรา ถ้าตำรวจจังหวัดตรังไม่สามารถปิดคดีได้ ทางร้านของเราอาจจะต้องปิดตัวลง ตอนนี้สิ่งที่ได้รับนั้นมันยังคงเป็นแผล ที่ฝันร้ายทุกคืน ตนนั้นยังต้องปลอบใจลูกน้อง เหตุการณ์นี้ถือว่าสาหัสมาก สิ่งที่คุณทำไว้ไม่ใช่แค่การแสดงความกร่างเพื่อโชว์พาวเวอร์ แต่ทำให้ลูกค้าแตกตื่นมาก ก่อนหน้านี้เจอวิกฤตโควิดมาแล้ว ยังต้องตอกย้ำกับเรื่องนี้อีก อยากฝากบอกลูกค้าว่าไม่ต้องกลัว คนร้ายไม่ได้มาล้างแค้น มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ทางร้านไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

น.ส.ทิพย์พาดา เปิดเผยอีกว่า เรื่องที่ทำให้ตนสะเทือนใจคือพ่อซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจ ก่อนเกิดเหตุกำลังยืนคุยกับพนักงาน เมื่อได้ยินเสียงปืนพ่อตกใจมากวิ่งกุมหัวใจหลบหนี หลังจากตนตั้งสติได้ก็รีบตามหาพ่อ ด้วยความตกใจก่อนจะเห็นพ่อหลบอยู่ในห้องนอนด้วยอาการที่เหนื่อยล้า เพราะตกใจแต่ดีที่ตอนนั้นพ่อมีสติ และเข้มแข็งมาก ตนมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่ได้ถูกยิงแต่อย่างใด

แต่หากตอนนั้นพ่อของตนเกิดช็อก และเสียชีวิตไป ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เพราะพ่อป่วยเป็นโรคหัวใจมานานกว่า 10 ปี ตอนนี้อยู่ระหว่างการรักษา หมอได้สั่งกำชับตลอดว่าห้ามมีเรื่องเสียใจ ตกใจ หรือดีใจมากเกินไป ตอนนั้นรู้สึกใจหายมาก ได้แต่โทษตัวเองว่าทำไมไม่รอพ่อ ถ้าพ่อเป็นอะไรไปถือว่าตนไม่สามารถช่วยอะไรพ่อได้เลย ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเรา ทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีอะไรกับเขาเลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน