‘วราวุธ’ สั่งกรมทะเล เฝ้าระวังน้ำทะเลเปลี่ยนสี คาดเกิดจากแพลงก์ตอนพืช เร่งประชาสัมพันธ์ปชช.อย่าปล่อยน้ำเสียลงทะเล หวั่นกระทบระบบนิเวศทางทะเล

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายสุเทพ เจือละออง ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ว่า เมื่อวานนี้(2ต.ค.) ได้รับแจ้งจากเพจนิราศเมืองแกลง ว่าพบปรากฏการณ์น้ำทะเลมีสีเขียว บริเวณ ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ อ.แกลง จ.ระยอง จึงสั่งการให้ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ลงพื้นที่ตรวจสอบ

จากการสำรวจบริเวณชายหาดแหลมแม่พิมพ์ เบื้องต้นพบน้ำทะเลมีสีเขียวเข้มตลอดทั้งหาด ระยะทางประมาณ 3 กม. และส่งกลิ่นเหม็นคาวไปทั่วบริเวณชายหาด บริเวณโดยรอบไม่พบสัตว์ทะเลหายากหรือสัตว์น้ำเกยตื้นตาย ตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลบริเวณหาดแหลมแม่พิมพ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ ทั้งนี้ทราบว่าทะเลเริ่มมีสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา คาดว่าเกิดจากการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ชนิด Noctiluca scintillans ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่สร้างสารชีวพิษ และมักเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก

สำหรับปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี พี่น้องชุมชนชายฝั่งอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมา แต่ในมุมมองของนักวิชาการยังคงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นจากธรรมชาติเท่านั้น แต่กิจกรรมของมนุษย์ก็มีส่วนที่ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี โดยการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพวกสาหร่ายเซลล์เดียว

อย่างเช่น การปล่อยน้ำเสียจากการทำเกษตรกรรม หรือน้ำจากการซักล้างด้วยผงซักฟอกลงในแหล่งน้ำต่าง ๆ ส่งผลให้น้ำเสียไหลลงสู่ทะเล เพราะในน้ำเสียเหล่านี้อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสกับไนโตรเจนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายเซลล์เดียว จึงทำให้เกิดการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้กำชับให้กรมทช. ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงาน ทช. ทุกพื้นที่ชายฝั่งทะเลเฝ้าระวัง เพราะช่วงนี้เป็นหน้ามรสุมอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์กระจายตัวของแพลงก์ตอนทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสีสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศทางทะเล

พร้อมให้ ทช. ประสานงานไปยังจังหวัดและท้องถิ่นให้รับทราบ เพื่อจะได้หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในทุกมิติ รวมถึงให้จัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านการวิจัย การฝึกอบรม และการติดตามตรวจสอบ อีกทั้งการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชน และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลได้มีส่วนร่วมทำหน้าที่สนับสนุนอีกหนึ่งแรงในการดูแลท้องทะเลไทย ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ทุกคนต้องร่วมใจกันปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรเหล่านี้ให้คงความสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน