‘วราวุธ’ ปลื้มทส.สำเร็จดันป่าชุมชนขายคาร์บอนเครดิต กรมป่าไม้ ยก“บ้านโค้งตาบาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ป่าชุมชนแห่งแรกของไทย สู่ตลาดค้าคาร์บอนฯ ย้ำความสำเร็จสร้างเศรษฐกิจฐานราก
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ชุมชนบ้านโค้งตาบาง ม.10 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นป่าชุมชนแห่งแรก สู่ตลาดคาร์บอนเครดิต นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม ‘kick off ป่าชุมชนแห่งแรก สู่ตลาดคาร์บอนเครดิต’ พร้อมชมแปลงสาธิตการเก็บข้อมูลคาร์บอนเครดิต โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ และคณะทำงานร่วมลงพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน ไม่ใช่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก อย่างชุมชนบ้านโค้งตาบาง ซึ่งเป็นป่าชุมชนแห่งแรก ที่แปรป่าสมบูรณ์เป็นคาร์บอนเครดิต ป่าที่มีค่ามากกว่าไปการหาของป่า หรือเป็นปอดให้มนุษย์ แต่จากนี้ป่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ชุมชน เร่งคืนความสมดุลให้พื้นที่ ซึ่งบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี แห่งนี้ ภาคประชาชน สามารถนำเอาโมเดลขยายผลต่อในพื้นที่ของตนเองได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาช่วยประเมินพื้นที่ป่า แปรความสมบูรณ์ของป่า ว่าพื้นที่ของตนเองสามารถสร้างรายได้เท่าไร จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนหันมาปลูกต้นไม้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้ป่าและสร้างรายได้ให้กับตัวท่านเอง

ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเทศไทยต้องมีป่าเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 จากทั้งหมด 325 ล้านไร่ หรือประมาณ 40-50 ล้านไร่ โดยประเทศไทยตั้งเป้าในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก จากสูงสุดของไทยประมาณ 388 ล้านตันต่อปี ลงไปเหลือ 120 ล้านตันต่อปี และการบรรลุปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 โดยราคาคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน อยู่ที่ 100-2,000 บาทต่อตัน ซึ่งขณะนี้กรมป่าไม้ เตรียมเสนอ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชน พ.ศ….. โดยกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตให้แก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน ร้อยละ 90 เป็นของรัฐโดยกรมป่าไม้ ร้อยละ 10 ดังนั้นอนาคตตลาดคาร์บอนเครดิตจะมีมูลค่าสูงขึ้นประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อตัน โดยคาดว่ามูลค่าการขายคาร์บอนเครดิตของไทยจะสูงถึง 3 แสนล้านบาทในอนาคต

ด้านนายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การดำเนินการส่งเสริมภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมดำเนินโครงการปลูกและดูแลป่าเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต ในรูปแบบป่าชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว 12,117 แห่งทั่วประเทศ รักษาพื้นที่ป่าได้ 6.64 ล้านไร่ หากดำเนินการทุกพื้นที่รวมกันสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้ได้ 42 ล้านตันคาร์บอน โดยคาดว่าจะสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ราว 6.27 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี สำหรับป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง นับว่าเป็นป่าชุมชนแห่งแรกที่มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2558 เนื้อที่ 1,397 ไร่

ซึ่งกรมป่าไม้ ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง นำร่องจัดทำโครงการ T-VER ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง โดยมี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน และคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางและสมาชิกทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาชุมชน ควบคุมดูแล และปลูกฟื้นฟูป่าชุมชน ซึ่งผลจากการที่ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการปกป้องรักษาป่าชุมชน อนุรักษ์ควบคุมดูแล ปลูกฟื้นฟูป่าชุมชนมาโดยตลอด 7 ปี ส่งผลให้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าตลอดจนมีการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน โดยมีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง จำนวน 5,259 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จึงเป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต
