จากกรณีนายอั๋น (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ได้พาน.ส.หลิน (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลานสาว พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.สมเดช สาระบรรณ์ สว.กก.1 บก.ป. เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกข้าราชการระดับซี 9 สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข่มขืนกระทำชำเราพร้อมทั้งข่มขู่จะนำภาพลับไปเผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดีย อ่านข่าว : สั่งสอบ‘บิ๊กดีเอสไอ’แล้ว โดนแฉข่มขืนนักธุรกิจสาว ถ่ายคลิปแบล็กเมล์-โชว์ปืนขู่ซ้ำ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และโฆษก ยธ. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตามผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสอบสวนตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูง จึงเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานมายังปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาลงนามรับทราบคำสั่งแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ถูกกล่าวหา และวางแนวทางการกำหนดประเด็นการสอบสวน ซึ่งดูตามตารางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯแล้วจะเริ่มประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า และถ้าหากมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนหรือประเด็นข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กระบวนการสอบสวนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายใน 180 วันตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ตามนโยบายของ ยธ. ถ้าหากข้อกล่าวหาของข้าราชการในสังกัดกระทรวงนั้น เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นอุปสรรคในการสอบสวน กระทรวงก็สามารถมีคำสั่งให้พักราชการข้าราชการดังกล่าวไว้ก่อนก็ได้

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า ซึ่งจากพิจารณาเบื้องต้น กรณีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ทางราชการและยังไม่พบว่าเป็นอุปสรรคในการสอบสวนทางวินัยแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีประเด็นดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นมาในระหว่างการสอบสวนฯ ก็สามารถมีคำสั่งพักราชการไว้ก่อนได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการทำคู่ขนานกันไป ซึ่งถ้าหากผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริงนั้น

รองปลัด ยธ. กล่าวว่า โทษวินัยร้ายแรงจะมี 2 สถาน คือ ปลดออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยได้รับบําเหน็จ บํานาญ เสมือนผู้นั้นลาออกจากราชการ หรือไล่ออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยไม่ได้รับบําเหน็จ บํานาญ แต่ถ้าหากผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาให้จำคุกก็จะต้องไล่ออกสถานเดียว การลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือนตามประเด็นข่าวจึงไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ยธ.ก็จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกร้องด้วยเช่นกัน และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบเวลาของกฎหมาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน