ป.ป.ส. ร่วม บช.ปส. และกระทรวงยุติธรรมไต้หวันตรวจยึดเฮโรอีน 14.8 กก.ซุกผ่านเครื่องทำเครื่องดื่มเกล็ดน้ำแข็งเตรียมส่งไต้หวัน ขยายผลจากเคสส่งยาผ่านหุ่นยนต์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พ.ต.อ.วรัตม์ เจตนนนท์ ผกก.กก.3 บก.ปส.1 บช.ปส., Mr.TUNG, YU-KUANG กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน

แถลงผลการตรวจยึดเฮโรอีน 40 แท่ง น้ำหนัก 14.8 กิโลกรัม ซุกซ่อนในเครื่องทำเครื่องดื่มเกล็ดน้ำแข็ง 2 เครื่อง เตรียมจัดส่งไปปลายทางไต้หวัน ผ่านการขนส่งทางท่าอากาศยาน เหตุเกิดที่ บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ กทม.

พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 เม.ย.67 สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ท่าเรือ ตรวจยึดคีตามีน 320 กิโลกรัม ซุกซ่อนในฐานรองหุ่นยนต์เหล็ก เตรียมส่งไต้หวันผ่านการขนส่งทางเรือ พร้อมขยายจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย

ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวน ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน กระทั่งเมื่อวาน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ร่วมกับ บก.ปส.1 บช.ปส. สืบทราบว่า มีบุคคลในเครือข่ายยาเสพสติด เตรียมจัดส่งยาเสพติดไปยังไต้หวัน จึงดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบ

พบพัสดุระหว่างประเทศต้องสงสัยที่คาดว่าจะซุกซ่อนยาเสพติด จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องทำเครื่องดื่มเกล็ดน้ำแข็ง จำนวน 2 เครื่อง โดยคนร้ายดัดแปลงภายในเครื่อง เป็นกล่องเหล็กขนาดกลาง เพื่อใช้ซุกซ่อนเฮโรอีนเครื่องละ 20 แท่งน้ำหนักรวม 14.8 กิโลกรัม เตรียมจัดส่งไปไต้หวัน ผ่านการขนส่งทางท่าอากาศยาน

โดยเฮโรอีน 14.8 กิโลกรัม หากสามารถลักลอบนำเข้าไปขายปลีกที่ไต้หวัน ราคารวมประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งราคาอาจเพิ่มสูงขึ้น 8-10 เท่า จากราคาในประเทศไทย และในส่วนของผู้ดำเนินการจัดส่งสินค้า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อนำผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินการทางกฎหมาย

สถิติในห้วงปีงบประมาณ 2567 (ต.ค.2566 – ปัจจุบัน) ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน มีสถิติการ จับกุม/ตรวจยึด 80 คดี ผู้ต้องหา 74 คน ของกลางยาบ้า 24,311 เม็ด ไอซ์ 43.20 กิโลกรัม เฮโรอีน 63.76 กิโลกรัม โคเคน 33.86 กิโลกรัม ประเทศปลายทางส่วนใหญ่ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการค้ายาเสพติดในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ลักลอบลำเลียงยาเสพติดโดยใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สามยังพบอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการขนส่งทางพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ ผ่านการขนส่งทางอากาศ และ ซุกซ่อนในสินค้าต่าง ๆ ผ่านการขนส่งทางเรือ

ซึ่งรัฐบาลได้มีโครงการความร่วมมือด้านปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน และ สกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ เป็นหน่วยปฏิบัติต้นทางในการสกัดกั้นการนำยาเสพติดเข้าพื้นที่ตอนใน และส่งออกไปยังประเทศที่สาม

ทั้งนี้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการสืบสวนร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญช่วยให้การจับกุมประสบผลสำเร็จมากขึ้นเช่นในครั้งนี้ ซึ่งต้องขอบคุณความร่วมมือจาก MJIB หรือกระทรวงยุติธรรมไต้หวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน