สืบนครบาล รวบ “สันหนองเสือ” บัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจเชียงใหม่ หลอกพัสดุผิดกฎหมายให้โอนเงินตรวจสอบเสียหายกว่า 7 ล้านบาท
วันที่ 18 พ.ค. 67 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ พ.ต.ท.พิทักษ์ ศรีกะแจะ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ พร้อม ชุดปฏิบัติการที่3
เข้าจับกุม นายรังสรรค์ หรือ “สันหนองเสือ” อายุ 50 ปี ผู้ต้องหา 4 หมายจับ ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 588/ 2565 ลงวันที่ 21 ก.ย. 65 ข้อหา”ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลคนอื่นและโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”
หมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ จ.113/2566 ลงวันที่ 7 มี.ค. 66 ข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงนเป็นบุคคลอื่นและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”
หมายจับศาลจังหวัดบึงกาฬ ที่ 56/2566 ลงวันที่ 20 ก.พ. 66 ข้อหา“สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง”
หมายจับศาลแขวงสระบุรี ที่ จ.55/2566 ลงวันที่ 28 มี.ค. 66 ข้อหา“ร่วมกันฉ้อโกง,โดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”
สืบทราบว่าผู้ต้องหาเดินทางมาทำธุระเขตราชเทวี จึงติดตามจับกุม ความเสียหายในทางคดี เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 15.00 น. ขณะที่ผู้เสียหายทำงาน มีโทรศัพท์ติดต่อมาหาแจ้งว่าเป็น จนท.DHL มีพัสดุของผู้เสียหายตีกลับ จากนั้นต่อสายสนทนาให้คุยกับ จนท.ที่อ้างว่าเป็นDHLสาขา จ.เชียงใหม่
อ้างว่าตอนนี้พัสดุที่ตีกลับนี้ ตอนนี้ตกค้างยังกรมศุลกากรรับพัสดุไว้ อ้างว่าตรวจพบมี สมุดเดินทาง 14 เล่ม และ บัตร ATM 18 ใบ ซุกซ่อนในพัสดุ จากนั้นอีกสายอ้างว่าเป็นตำรวจ ติดต่อมาเพื่อให้ ผู้เสียหายพูดคุยทางแอปพลิเคชั่นไลน์
ผู้เสียหายได้พูดคุยสนทนากับมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อ พ.ต.ต.สราวุฒิ คละไฮ แจ้งว่ามีคดีเกี่ยวกับ “การฟอกเงิน” เนื่องจากตอนนี้ได้จับกุมคนร้าย พบเส้นการเงินสัมพันธ์กับผู้เสียหาย จากนั้นได้ส่งบัตรประจำตัว พร้อมหมายศาล มาทางไลน์ให้ผู้เสียหายดู และแจ้งว่าจะต้องอายัดทรัพย์สินทันที ต้องโอนเงิน ให้ยัง ปปง.ตรวจสอบ และยังแจ้งว่าหากโอนมาให้ตรวจสอบเสร็จสิ้นจะโอนกลับคืน
ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อเนื่องจากวิตกกังวลว่าตนจะถูกดำเนินคดีอาญาฟอกเงิน อีกทั้งเชื่ออย่างสนิทใจเพราะมิจฉาชีพมีการแสดงบัตรและเอกสารหน้าหมายศาลฯ ผู้เสียหายโอนเงินเป็นจำนวน 20ครั้ง ในวันเวลาดังกล่าว มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 7,357,000 บาท หลังจากนั้นมิจฉาชีพบล็อกการสนทนา
ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อดำเนินการสอบสวน สืบทราบว่า บัญชีปลายทางดังกล่าว จดทะเบียนในชื่อ ของนายกันตพัฒน์ อายุ 29 ปี ควบคุมตัวแล้ว และนายรังสรรค์ อายุ 50 ปี ผู้ต้องที่ถูกจับนี้
เบื้องต้นในชั้นการจับกุม ผู้ต้องหารับว่าตนเป็นบุคคลตามหน้าหมายจับจริง ให้การรับสารภาพว่า เปิดบัญชีให้กลุ่มนายทุนที่รู้จักกัน เล่าว่าช่วงสถานการณ์โควิดในปี2563 ตนตกงานไม่มีงานทำ ทำให้ขัดสนในค่าเช่าบ้าน เมื่อมีกลุ่มนายทุนในชุมชนมาเสนอเงื่อนไขว่า “หากตนขายบัญชีธนาคารพร้อมซิมโทรศัพท์มือถือ 5ซิม” นายทุนดังกล่าวจะชำระค่าเช่าบ้านให้ ด้วยเงินเพียง 3,000 บาท (โดยตนไม่ได้เปิดATM) มีเพียงบัญชีธนาคาร พร้อมซิมโทรศัพท์ 5หมายเลข
ผู้ชักชวนพาตนไปที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน จากนั้นใช้บัตรประชาชนของตน จดทะเบียนซิมพร้อมตนยอมรับว่า ตนเป็นผู้สแกนใบหน้าด้วยการยืนยันบัตรประชาชน ด้วยตนเองจริง จากนั้นตนก็ไม่ได้ติดต่อกับทางผู้ชักชวนอีกเลย จนช่วงปลายปี2566 ตนได้ทราบข่าวว่านายทุนดังกล่าวที่ตระเวนหาคนเปิดบัญชี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้ว ปัจจุบันลูกชายอายุ 30 ปี ก็ตกเป็นผู้ต้องขัง ในเรือนจำ ด้วยความผิดฐานเดียวกัน
เนื่องจากขายบัญชีพร้อมๆกัน ให้กลุ่มนายทุนที่นำไปกระทำความผิดเดียวกัน ผู้ต้องหายังบอกอีกว่า ตนทราบว่ามีหมายเรียกมายังบ้านที่ตนพักอาศัยตามที่อยู่ทะเบียนบ้าน แต่ตนก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นคดีความที่นำมาสู่ความผิดได้จริง จึงไม่ได้ไปตามหมายเรียก พอตนว่างงานก็ตระเวนหาสมัครงาน จนในวันนี้เดินทางจากหนองเสือ จ.ปทุมธานี เข้ามาสุขุมวิทเพื่อหางานทำ




