กรุงเทพมหานครฯ “ชัชชาติ” ตั้งโต๊ะถกหนี้ไฟฟ้าสายสีเขียว ยอมรับหนักใจ แบกรับค่าจ้างในอนาคต วางกรอบการดำเนินงาน 3 ประเด็นเบื้องต้น นัดหารือเพิ่ม 5 ส.ค. นี้
2 ส.ค. 67 – ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า เมื่อ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ตนได้เรียกสำนักการคลัง สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักกฎหมาย สำนักงบประมาณ ประชุมหารือ
เพื่อวางกรอบแนวทางการดำเนินงานตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เรื่องการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 จำนวน 12,000 ล้านบาท ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอสซี)
เบื้องต้น ได้วางกรอบการดำเนินงาน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การศึกษารายละเอียดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด ซึ่งต้องเข้าใจให้ครบถ้วนทุกประเด็น 2. การดำเนินการในอนาคตเรื่องหนังสือสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ควรทำให้ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่ผ่านการพิจารณาจากสภากทม.
3. เรื่องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบให้ชี้มูลความผิดคดีจ้าง บีทีเอสซี เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายและเส้นทางหลักรวม 3 เส้นทางไปสิ้นสุดสัญญาพร้อมกันใน 2585 เมื่อเดือน ก.ย. 66
ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงและไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาให้ชัดเจน ป้องกันประเด็นปัญหาภายหลัง
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เรื่องการชำระหนี้ 12,000 ล้านบาท ไม่ได้กังวล เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านมาแล้ว กทม.พร้อมปฏิบัติตาม แต่ที่กังวลคือเรื่องการจ่ายเงินในอนาคต เนื่องจากสัญญาส่วนต่อขยายที่ 2 ไม่เคยผ่านการพิจารณาจากสภากทม. จะทำอย่างไรให้ถูกต้อง และ การแบกรับส่วนต่างต่อปี จากค่าเดินรถในอนาคต
ซึ่งไม่ทราบว่า การทำสัญญาลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะ กทม.ต้องแบกรับภาระมาก ขณะเดียวกัน เป็นเรื่องยากที่จะขึ้นค่าโดยสาร เช่น เก็บเพิ่มเป็น 60 บาท เพื่อมาชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ประชาชนคงไม่ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต่าง ๆ ต่อจากนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ เช่น การเจรจากับบีทีเอสซี การนำเรื่องเข้าสภากทม. เพื่อพิจารณามูลหนี้ในส่วนต่างๆ การคำนึงถึงดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ในส่วนการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คาดว่าจะดำเนินการภายใน 140 วัน โดยจะนัดประชุมหารือเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 5 ส.ค. นี้
ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ตอนนี้กังวลเรื่องส่วนต่างค่าจ้างเดินรถในอนาคตที่ต้องแบกรับแต่ละปีนั้น ปัจจุบันค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท เก็บค่าโดยสารได้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 ปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยค่าโครงสร้างพื้นฐานปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท
กทม.จึงยังไม่รับโอนส่วนต่อขยายที่ 2 จาก รฟม. เพราะรับภาระไม่ไหว ขณะที่ กทม.เก็บค่าโดยสารได้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าจ้างเดินรถเพิ่มขึ้นทุกปี หากจะปรับขึ้นค่าโดยสารต้องหารือกับรัฐบาลและฝ่ายต่างๆ เพื่อชี้เหตุผลความจำเป็นที่เกิดขึ้น เพราะมีผลกระทบต่อประชาชน
ส่วนประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน กรณีป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิดคดีจ้างบีทีเอสซี เดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายตั้งแต่เดือน ก.ย.66 ที่ผ่านมา จะมีผลอย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคตหรือไม่ อยู่ระหว่างหารือเพื่อให้เกิดความกระจ่างในการดำเนินการขั้นต่อไป