อุดรธานี เมียฝันเป็นลาง ขับเก๋งไปรับผัว ไม่ยอมเข้าบ้าน ก่อนเพื่อนโทรแจ้งข่าวร้าย สามีขับรถไถถูกปิกอัพชนดับในอิสราเอล ลูกสาวทราบพ่อเสีย สุดกลั้นกอดแม่ปล่อยโฮ

24 ก.ค. 68 – ผู้สื่อข่าวเดินทางไป ที่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 3 ต.หนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านพ่อแม่ และภรรยา ของนายสุวิทย์ หัสรินทร์ อายุ 43 ปี แรงงานไทยในอิสราเอล ที่ได้ประสบอุบัติเหตุรถปิกอัพชนกับรถไถพลิกคว่ำเสียชีวิต เหตุเกิดเวลา 08.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอิสราเอล หรือเวลา 12.00 น. ในประเทศไทย

โดยมีหัวหน้าคนงานไทยได้ถ่ายคลิปวิดีโอรถไถที่ นายสุวิทย์ เกิดอุบัติเหตุ นอนได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่บนถนน รถไถล้อหลุด และรถปิกอัพคู่กรณีพังเสียหาย และคลิปวิดีโอเพื่อนแรงงานไทยได้นำเสื้อผ้า ที่นอน ของใช้ นายสุวิทย์ ออกมาทำพิธีเผา เพื่อส่งให้ดวงวิญญาณของ นายสุวิทย์กลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหลังดังกล่าว พบญาติและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวร้าย ได้เดินทางมาสอบถามและให้กำลังใจ นายมานิตย์ หัสรินทร์ อายุ 64 ปี นางหนูสิน หัสรินทร์ อายุ 63 ปี และ น.ส.วรรณวิไล บุบผาสังข์ อายุ 43 ปี พ่อแม่และภรรยา ของนายสุวิทย์

เบื้องต้นทราบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า ว่าที่ร้อยโทอนุเทพ ศรีดาวเรือง จัดหางานจังหวัดอุดรธานี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดหางานฯ พร้อมด้วย นางพิสมัย บุตรสามบ่อ หัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสาขากุมภวาปี และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่เข้าสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อหาทางช่วยเหลือในการเยียวยาและนำศพกลับยังประเทศไทย

โดยทั้งหมดให้ข้อมูลว่า นายสุวิทย์ เคยเดินทางไปทำงานภาคการเกษตรที่ประเทศอิสราเอลครั้งแรก 5 ปี จนหมดสัญญาจ้าง แล้วเดินทางกลับมาพักที่บ้าน หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปทำงานภาคการเกษตรที่ประเทศโปรตุเกส 5 ปี และกลับมาพัก จากนั้นก็ได้เดินทางกลับไปทำงานที่โปรตุเกสอีก 1 ปี

กระทั่งนายจ้างเก่าที่ประเทศอิสราเอล ได้ติดต่อและเรียกให้ นายสุวิทย์ กลับไปทำงานในฟาร์มมะเขือเทศ นายสุวิทย์ ได้เดินทางจากประเทศโปรตุเกสไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลได้ 1 ปี โดยนายจ้างเป็นผู้จัดการวีซ่าการทำงาน ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้หลบหนีเข้าเมือง ไม่ได้ดำเนินการผ่านจัดหางานจังหวัดเท่านั้น

น.ส.วรรณวิไล ภรรยานายสุวิทย์ เปิดเผยว่า แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายสุวิทย์ แต่ไม่ได้จดทะเบียนกัน มีลูก 2 คน คนโตเป็นผู้ชายอายุ 20 ปี คนเล็กเป็นผู้หญิง อายุ 10 ขวบ สามีจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศตลอด ตั้งแต่ลูกคนโตอายุได้ 1 ขวบเศษ

สามีก็เดินทางไปทำงานประเทศอิสราเอล ภาคการเกษตร ได้เงินเดือนละ 5 หมื่นบาท ถ้ามี OT ก็จะได้เพิ่มเป็น 7-9 หมื่นบาท สามีจะหักไว้ใช้จ่ายเดือนละ 2 หมื่นบาท นอกนั้นก็จะส่งกลับบ้านทั้งหมด ได้สร้างบ้านซื้อรถปิกอัพและรถเก๋ง ลูกเมียได้ใช้จ่าย ซึ่งสามีจะวิดีโอคอลมาหาพ่อแม่และลูกเมียประจำ แต่สามีจะเป็นคนขี้อายและพูดน้อย

น.ส.วรรณวิไล กล่าวต่อไปว่า ต่อมาในตอนเที่ยงวันที่ 22 ก.ค. เพื่อนรุ่นพี่ชวนไปทำงาน แต่อยู่คนละแคมป์ โทรศัพท์มาบอกตนว่า “น้องใจดีๆ เด้อ ให้ตั้งสติเดี๋ยวพี่จะบอก ตอนนี้แฟนเธอ ถูกรถชนอยู่โรงพยาบาล ขาหักแล้ว 1 ข้าง เขากำลังปั๊มหัวใจอยู่”

ตนก็จะโทรศัพท์ติดต่อกับพี่เขาตลอด พอไปถึงโรงพยาบาลตอนเที่ยง เขาก็โทรกลับมาบอกว่า สามีเสียชีวิตแล้ว ตนรู้สึกสงสารสามีและเสียใจมาก ร้องไห้เพราะว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป พอลูกสาวกลับมาจากโรงเรียน ทราบข่าวว่า พ่อเสียชีวิต ก็ร้องไห้กอดปู่กอดแม่ บอกว่า ไม่อยากเป็นคนไม่มีพ่อ เพราะพ่อไม่ได้อยู่กับลูกเลย จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศตลอด ลูกสาวกับพ่อจะโทรวิดีโอคอลหากันทุกวัน ลูกสาวถามตนว่า “มันเป็นฝันร้ายเหรอแม่ มันไม่ใช่เรื่องจริงใช้ไหม” แต่ญาติและชาวบ้านที่ทราบข่าวมาให้กำลังใจเต็มบ้านแล้ว

“ก็ได้แต่ปลอบใจลูกว่า เดี๋ยวเขาก็จะพาพ่อกลับมา ตอนนี้พ่อไปสวรรค์แล้ว แม่จะหางานทำเลี้ยงลูกเหมือนเดิม พี่ชายก็จะส่งเงินมาให้ ส่วนลูกชายคนโตทำงานที่กรุงเทพฯ พอทราบข่าวก็จะกลับมาบ้าน แต่แม่ไม่ให้กลับมา ให้รอแม่ไปรับศพพ่อที่กรุงเทพฯ จึงจะกลับบ้านพร้อมกัน

ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ได้ฝันเป็นลาง ว่าสามีมาบ้านแต่ไม่ยอมเข้าบ้าน ให้ขับรถไปรับนอกบ้าน และก็นอนอยู่ในรถเก๋งด้วยกัน พอตื่นเช้าก็เห็นคนมามุงดู พอตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะห่วงแต่เรื่องสงคราม ได้บอกสามีว่า ให้ปลอดภัยจากสงคราม ไม่คิดว่าจะประสบอุบัติเหตุ และก่อนเกิดอุบัติเหตุ สามีได้วิดีโอคอลมาหาตน และได้คุยกับลูกสาว 3-4 ครั้ง ถามลูกสาวว่า อยากได้อะไร พ่อจะหาให้หมดทุกอย่าง เพราะสามีรักลูกสาวมาก”

น.ส.วรรณวิไล กล่าวต่อไปอีกว่า เช้าวันนี้ก็มีเจ้าหน้าที่จัดหางานและประกันสังคมมาพบ เพื่อสอบถามการเดินทางไปทำงานของสามี เมื่อได้ข้อมูลว่าตอนไปทำงานอิสราเอลรอบแรกครบ 5 ปี สามีไม่ได้รับเงินโคซี่ หรือเงินประกันสังคมของอิสราเอลเลย เจ้าหน้าที่ก็จะกลับไปตรวจสอบสิทธิในส่วนนี้ให้

ส่วนประกันสังคมของไทยแจ้งว่า ถ้าหากได้ใบรมรณบัตรจากอิสราเอลมา จึงจะดำเนินการให้ได้ ซึ่งหัวหน้างานก็บอกว่า ออฟฟิศจะเคลียร์เรื่องเงินเดือนที่ทำงาน 20 กว่าวันส่งมาให้ และให้รอฟังว่าจะทำอะไรให้บ้าง ก็อยากให้คู่กรณีเยียวยาเรื่องอุบัติเหตุด้วย หากวิญญาณของสามีฟังอยู่ ก็จะบอกว่า ให้กลับมาบ้าน เพราะว่าเมื่อคืนนี้ฝันเห็นสามีลากกระเป๋าเดินอยู่ในทะเลทรายที่ไหนไม่รู้ จึงอยากให้กลับบ้าน

นางหนูสิน กล่าวทั้งน้ำตาว่า ได้คุยกับลูกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เป็นช่วงพักเที่ยง ลูกได้วิดีโอคอลมาหา แต่พูดนิดเดียวว่าแม่ทำอะไร ตนก็ตอบว่าแม่นอนเล่น แล้วลูกทำอะไร เขาก็ตอบว่าพักผ่อนร้อน พูดแค่นี้ก็บอกว่าไปงีบก่อนนะแม่ แล้วก็วางสาย เมื่อวานนี้ลูกสะใภ้โทรมาบอกว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตนถึงกับเข่าอ่อนไปไหนไม่ได้ร้องไห้อย่างเดียว ตอนแรกได้ยินว่าขาหักคิดว่าไปโรงพยาบาลก็จะดี พอได้ยินว่าปั๊มหัวใจไม่ขึ้นและเสียชีวิตแล้ว ทำใจไม่ได้ มีแต่ร้องไห้ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะเกิดเหตุร้าย และไม่มีลางสังหรณ์อะไรเลย

“ อีกประมาณ 10 วันร่างลูกชายจึงจะถึงประเทศไทย ความเชื่อของชาวบ้านว่า เสียชีวิตผิดธรรมชาติ หรือตายโหง ไม่นำศพเข้าบ้าน ให้นำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัด 1 วัน หลังฌาปนกิจแล้วก็จะทำบุญที่อุทิศส่วนกุศลให้ที่บ้าน ถ้าลูกรับรู้แม่ก็อยากให้ลูกกลับมาบ้านเรา มาเด้อบักหล่าเอ้ย กลับมาบ้านเฮาเด้อ ไปเร่ร่อนอยู่ที่ไหน นายสุวิทย์ หัสรินทร์ ให้กลับมาบ้านหาลูกหาเต้า หาพ่อแม่เด้อบักหล่า กลับมาประเทศเรา นอกจากนี้ยังได้บอกหลานว่า ย่าก็รักเหมือนเดิม ย่าไม่ทิ้งหลานหรอก”

นายมานิตย์ กล่าวว่า ตนมีลูก 2 คน นายสุวิทย์เป็นคนโต เป็นคนนิสัยดี ขี้อาย พูดน้อย ลูกไปทำงานหาเงินได้ก็ส่งมาให้พ่อแม่ใช้ ไปทำงานต่างประเทศก็ส่งเงินมาให้ ได้ตลอดไม่เคยขาด พอรู้ข่าวว่าลูกเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ก็รู้สึกเสียใจมากจนนอนร้องไห้ คิดถึงหน้าลูก คิดว่าลูกไปลำบากไปหาเงินมาเลี้ยงลูกเต้า หลานก็กำลังโตกำลังน่ารัก พ่อก็มาตายจากไป จึงรู้สึกจุกอกพูดไม่ออก ตนไม่ค่อยได้คุยกับลูกชาย เพราะว่าเป็นผู้ชายด้วยกัน มีความอ่อนโยนน้อย ส่วนมากโทรมาก็จะคุยกันกับแม่ แต่ตนก็รักลูก คิดถึงลูกเหมือนเดิม

“ถ้าวิญญาณลูกรับรู้ได้ พ่ออยากจะบอกลูกว่า วิญญาณไปอยู่ไหนก็ให้กลับบ้านเรา ไปวนเวียนอยู่ที่ไหนก็ให้กลับคืนมา กลับมาหาลูกเต้า หาพ่อแม่ พี่น้องอยู่ที่นี่ พากันรอคอย เกิดชาติหน้าฉันใด ก็ขอให้เป็นลูกเป็นพ่อแม่กันเหมือนเดิม”
ว่าที่ รท.อนุเทพ ศรีดาวเรือง เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายเคยไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลมาแล้ว 1 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2551 ไปเป็นแรงงานภาคการเกษตร จนครบแทก 5 ปี แล้วก็เดินทางกลับมา จากนั้นก็เดินทางไปทำงานภาคการเกษตรที่ประเทศโปรตุเกส ประมาณปี 2559 และพบว่ากลับมาพักที่ประเทศไทยในปี 2566 จากนั้นก็กลับไปทำงานที่โปรตุเกสอีกครั้งประมาณ 1 ปี ก่อนจะกลับเข้าไปทำงานที่อิสราเอลอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่มีประวัติการเดินทางจากไทยเข้าไป จึงไม่มีระบบในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นจ้างงานโดยตรงจากนายจ้าง ซึ่งมีหนังสือเดินทางและวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง ไม่ได้หลบหนีเข้าเมือง ไม่ได้ลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย

“หลังจากนี้จะนำข้อมูลจากทางภรรยาและครอบครัว มาทำการตรวจสอบและหาหนทางช่วยเหลือ เรื่องเงินช่วยเหลือต่างๆ ยังไม่มีการสรุปที่แน่ชัด จะต้องรอเอกสารจากทางประเทศอิสราเอลอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง รวมถึงการช่วยเหลือจากทางนายจ้าง และทางการของอิสราเอล ยังไม่ทราบว่าทางนั้นจะมีการช่วยเหลือในด้านใดบ้าง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก และจะเดินเรื่องนำศพของคนตายกลับสู่มาตุภูมิคู่กันไป เพื่อให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา ในส่วนนี้จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน