ผู้เชี่ยวชาญ เตือนภัยเงียบ ท่านอนที่หลายคนนอนประจำ เสี่ยงทำร้ายสุขภาพ ไม่ใช่แค่ปวดหลัง-ปวดคอ ซ้ำร้ายก่อให้เกิดโรคหลายอย่างไม่รู้ตัว

ท่านอนที่หลายคนนอนกันเป็นประจำ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ปวดหลังหรือปวดคอทั่วไป แต่ยังรวมถึงอาการกรดไหลย้อน การกรน ไปจนถึงอาการเส้นประสาทถูกกดทับก็เป็นได้

เชลบี แฮร์ริส นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการนอนหลับ ออกมาเผยว่า คนเรามักเลือกท่านอนตามความสบาย แต่ความสบายที่ว่ากลับอาจทำให้ร่างกายต้องค้างอยู่ในท่าเดิมนานหลายชั่วโมง ซึ่งเพิ่มแรงกดต่อเส้นประสาท กล้ามเนื้อ และเอ็นโดยไม่รู้ตัว

ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า การนอนงอตัวมาก ๆ ไม่ได้สะท้อนถึงภาวะทางจิตใจ ความเครียด หรือความกังวลอย่างที่หลายคนเข้าใจ และการปรับท่านอนแบบกายภาพอาจช่วยลดอาการไม่สบายได้มากกว่า

ท่านอนคว่ำที่หลายคนชอบนอน

ท่านอนคว่ำที่หลายคนชอบนอน

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ อาการแขนชาหรือเส้นประสาทถูกกดทับ โดยเฉพาะท่านอนที่งอแขน หรือเอาแขนไว้ใต้หมอนสามารถเพิ่มแรงกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาหรือปวดร้าวลงแขนได้

แม้การนอนหงายจะช่วยไม่ให้แขนถูกกดทับ แต่งานวิจัยจาก Sleep Foundation ชี้ว่า ท่านอนนี้อาจทำให้การกรนและอาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้น

ขณะที่การนอนคว่ำซึ่งต้องหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งนั้น ทำให้กระดูกสันหลังบิดผิดแนวและสัมพันธ์กับอาการปวดคอ หลัง และไหล่ แม้จะช่วยลดการกรนได้บ้าง แต่กลับเป็นท่านอนที่คนนิยมใช้น้อยที่สุด

ด้าน Harvard Health ระบุว่า ท่านอนตะแคง เป็นท่านอนที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้มากที่สุดและมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน

ปวดหลังจากการนอนท่าเดิม

ปวดหลังจากการนอนท่าเดิม

โดยจากคำแนะนำของ Mayo Clinic เผยว่า สำหรับผู้มีอาการปวดหลังคือ การนอนตะแคง งอเข่าเล็กน้อย และมีหมอนคั่นระหว่างขา เพื่อช่วยจัดแนวกระดูกสันหลัง เชิงกราน และสะโพกให้ตรง ลดแรงกดทับของหลัง

ขณะเดียวกัน ท่านอนยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามวัยหรือเมื่อเริ่มมีปัญหาสุขภาพ โดยท่านอนหงายหรือตะแคงยังคงเป็นตัวเลือกที่รองรับสรีระได้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม หลายสถาบันการแพทย์และแหล่งข้อมูลด้านการนอนหลับ แนะนำว่า หากต้องการปรับท่านอนควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสำหรับผู้ที่เลิกนอนคว่ำไม่ได้ทันที ควรใช้หมอนที่บางลงเพื่อลดการบิดของคอและส่วนโค้งของหลังส่วนล่าง

หากคุณมีปัญหาในการนอนหลับไม่ว่าท่านอนใด หรือรู้สึกว่านอนแล้วไม่สดชื่น แฮร์ริสแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับอย่างเหมาะสม

ขอบคุณที่มา newyork post

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน