หนุ่มเคยช่วยชีวิตตูบจากพายุหิมะ-หาบ้านให้ใหม่ ผ่านไป 12 ปี ได้ข่าวอีกทีกลายเป็นหมาจร รีบรับเลี้ยงทันที
เมื่อหลายปีก่อน “แอรอน ฟอสเตอร์” เคยช่วยชีวิตลูกสุนัขตัวหนึ่งจากกลางพายุหิมะ แต่ด้วยภาระงานที่ต้องเดินทางบ่อย ทำให้เขาจำใจต้องหาบ้านใหม่ให้มัน กระทั่ง 12 ปีต่อมา เขากลับได้รับข่าวว่า สุนัขตัวนั้นกลายเป็นสุนัขจรจัดเสียแล้ว
ย้อนกลับไปวันที่ 7 มกราคม 2014 รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เผชิญพายุหิมะรุนแรง แอรอนพบลูกสุนัขตัวหนึ่งมีท่าทางหวาดกลัวอยู่ท่ามกลางหิมะ จึงพากลับบ้านมาดูแลชั่วคราว
วันต่อมา เขาพยายามตามหาเจ้าของสุนัข ด้วยความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์ เขาสามารถตามหาจนพบ แต่ทว่าเจ้าของเดิมปฏิเสธรับสุนัขกลับ โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ และต้องออกไปทำงานทั้งวัน ดูแลสุนัขไม่ไหว
ด้วยเหตุนี้ แอรอนจึงตัดสินใจรับดูแลสุนัขตัวนี้ไว้ชั่วคราว และตั้งชื่อให้ว่า “ซาดี” อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานของเขาต้องเดินทางบ่อย เขาไม่สามารถดูแลสุนัขในระยะยาวได้ จึงจำเป็นต้องหาบ้านใหม่ให้ และในที่สุดซาดีก็ได้ย้ายไปอยู่กับครอบครัวใหม่ในรัฐแอริโซนา
แอรอนคิดว่าความผูกพันระหว่างเขากับสุนัขคงจบลงแค่นั้น แต่ผ่านไป 12 ปีโชคชะตาพาให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง
ในวันที่ 7 มกราคมของปีนี้ ซึ่งตรงกับวันเดียวกับวันที่เคยช่วยซาดีไว้ แอรอนได้รับโทรศัพท์จากศูนย์พักพิงสัตว์ในลาสเวกัส แจ้งว่าพบสุนัขแก่ตัวหนึ่งเร่ร่อนอยู่ข้างถนน และเมื่อตรวจสอบไมโครชิป ชื่อผู้ติดต่อยังเป็นเขาอยู่ ทำให้เขาทั้งตกใจและเสียใจ
เมื่อยืนยันแล้วว่าสุนัขตัวดังกล่าวคือซาดีจริง ๆ แอรอนรีบขึ้นเครื่องบินจากรัฐเนวาดา ไปรับสุนัขกลับมาทันที เขายอมรับว่าเสียใจมากที่รู้ว่าบ้านใหม่ที่เคยหามาให้ซาดี ไม่สามารถดูแลมันได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยคิดว่าซาดีคงได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในที่ไหนสักแห่ง ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบกันอีกในสภาพนี้
เนื่องจากซาดีมีอายุมากแล้ว แอรอนรู้ดีว่าการหาคนมารับเลี้ยงคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจรับซาดีเข้ามาส่วนหนึ่งในครอบครัว แม้ตัวเขาจะต้องเดินทางบ่อยก็ตามเพราะเป็นนักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟนก็ตาม
แอรอนเชื่อว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นโอกาสครั้งที่สองที่โชคชะตามอบให้ เขาจึงตั้งใจจะดูแลซาดีด้วยตัวเองไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต
“ซาดีได้เจอกับโบดี สุนัขอีกตัวที่ผมรับเลี้ยงมาเมื่อปี 2019 โบดีอายุ 9 ปี และทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดีมาก นั่นแหละที่ทำให้ผมตัดสินใจ ซาดีได้กลับบ้านแล้ว แถมตอนนี้โบดีก็ได้มีพี่สาวด้วย”
ขอบคุณที่มา people
เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2569

