หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ช้าก่อน! นักวิทยาศาสตร์ชี้ “เนื้อเปลี่ยนสี” อาจยังไม่เน่าเสมอไป อย่าเพิ่งรีบทิ้ง

6 มิ.ย. 2569 - 15:30 น.

อย่าเพิ่งทิ้ง! นักวิทยาศาสตร์ชี้ “เนื้อเปลี่ยนสี” อาจยังไม่เน่าเสมอไป กำลังพัฒนาแนวทางใหม่กำหนดฉลาก ใช้ AI คาดการณ์คุณภาพของอาหาร ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

นักวิทยาศาสตร์กำลังทบทวนแนวทางการกำหนด “วันที่บนฉลากอาหาร” ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกันใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาอาหารถูกทิ้งโดยไม่จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และระบบอาหารโดยรวม

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออเบิร์น รัฐแอละแบมา ระบุว่า ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยทิ้งอาหารมากกว่า 1,000 ปอนด์ หรือราว 453 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากและสะท้อนถึงปัญหาการบริโภคที่ไม่จำเป็น

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการกำหนด “วันควรวางจำหน่าย” (sell-by date) ที่มักเข้มงวดเกินไป ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าอาหารเสีย ทั้งที่ยังสามารถรับประทานได้ นักวิจัยจึงพยายามพัฒนาแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การเน่าเสียให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ชาวอเมริกัน

ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยทิ้งอาหารมากกว่า 1,000 ปอนด์ หรือราว 453 กิโลกรัมต่อปี – ภาพประกอบ

งานวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนสีของเนื้อสัตว์ไม่ได้หมายความว่าอาหารไม่ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะเนื้อวัวที่มักถูกกำหนดวันขายประมาณ 4 วันหลังบรรจุ ซึ่งเป็นช่วงที่สีเริ่มเปลี่ยนมากกว่าจะเป็นช่วงที่เน่าเสียจริง

นักวิจัยจากออเบิร์นใช้เทคโนโลยีติดตามการเปลี่ยนแปลงของจุลชีพในเนื้อบดตลอด 14 วัน พร้อมใช้แบบจำลองเชิงคาดการณ์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียกับคุณภาพและการเน่าเสียของอาหาร

ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบของการเน่าเสียสามารถคาดการณ์ได้จริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้ได้ในระบบอาหารจริง เพื่อลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

ฉลากอาหาร

นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาแนวทางใหม่ในการกำหนดวันที่บนฉลากอาหาร – ภาพประกอบ

ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากสามารถยืดอายุการวางขายได้อย่างปลอดภัยแม้เพียง 1 – 2 วัน จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคืนสู่อุตสาหกรรมเนื้อวัวได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมช่วยลดการสูญเสียในห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ งานวิจัยยังอาจช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว โดยนักวิจัยย้ำว่ายังต้องมีการศึกษาต่อและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง

ที่มา: nypost

อ่านข่าวเพิ่มเติม: นักวิจัยเตือน พฤติกรรม “แคะจมูก” อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก นิสัยใกล้ตัวที่หลายคนทำทุกวัน กำลังถูกจับตา อาจเชื่อมโยงการอักเสบในสมองและเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ช้าก่อน! นักวิทยาศาสตร์ชี้ “เนื้อเปลี่ยนสี” อาจยังไม่เน่าเสมอไป อย่าเพิ่งรีบทิ้ง