ChatGPT เลี้ยงลูกได้ไหม? คุณแม่ลูก 4 จากออสเตรเลียเผยประสบการณ์นำ AI มาเป็นติวเตอร์และที่ปรึกษา ช่วยเด็กรับมือปัญหาชีวิต พร้อมแนะวิธีใช้งานอย่างปลอดภัย

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น คุณแม่ชาวออสเตรเลียรายหนึ่งได้จุดกระแสถกเถียงบนโลกออนไลน์ หลังเปิดเผยว่าเธอใช้ ChatGPT เป็นทั้งผู้ช่วยสอนการบ้าน ผู้ช่วยจัดการชีวิตในบ้าน และที่ปรึกษาให้กับลูก ๆ จนช่วยลดภาระการเลี้ยงลูกได้อย่างมาก โดยยืนยันว่า “AI ไม่ได้เข้ามาแทนพ่อแม่” แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เธอมีเวลาและคุณภาพในการดูแลครอบครัวมากขึ้น

นอกจากช่วยเรื่องการเรียนแล้ว AI ยังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก ๆ โดยเฉพาะลูกสาววัยก่อนเข้าสู่วัยรุ่น ได้ระบายความรู้สึกและพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ดร.นิกิ สวีนีย์

ดร.นิกิ สวีนีย์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) – ภาพจากเฟซบุ๊ก Tom Dowden

โดย ดร.นิกิ สวีนีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลวิทยาศาสตร์ และ CEO ของบริษัทที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ AI Her Way เลือกใช้ AI เป็นตัวกลางแทนการบังคับให้ลูกเปิดใจคุยกับแม่โดยตรง ให้ AI คอยตั้งคำถาม ชวนลูกสำรวจอารมณ์และทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเผชิญ ซึ่งเธอยอมรับว่า “ลูกมักจะเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ AI ฟังมากกว่าที่จะเล่าให้ฉันฟังเสียอีก”

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ปล่อยให้ AI ทำหน้าที่เพียงลำพัง แต่จะกลับมาอ่านบทสนทนาทุกครั้ง เพื่อให้เข้าใจว่าลูกกำลังเผชิญปัญหาอะไร พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์และตัดสินใจด้วยตัวเอง

โดยในบทสนทนาครั้งหนึ่ง AI เคยแนะนำลูกสาวว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งของทุกคน และเธอมีสิทธิ์เลือกที่จะถอยออกมาจากสถานการณ์นั้นได้” ซึ่งสวีนีย์มองว่าเป็นคำแนะนำที่ช่วยเสริมทักษะการดูแลสุขภาพใจได้ดี

มีเวลาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

ภาพประกอบ – การให้ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานต่าง ๆ ทำให้สวีนีย์ “มีเวลาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น” สามารถใช้เวลากับครอบครัวได้มากกว่าเดิม

สวีนีย์ยังเปิดเผยว่า AI ที่ใช้ภายในบ้านได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับสมาชิกแต่ละคน จนสามารถแยกแยะได้ว่าลูกคนใดในจำนวน 4 คนเป็นผู้ใช้งาน และปรับวิธีการพูดคุยให้เหมาะกับวัยและบุคลิกของแต่ละคน โดยเฉพาะในโหมดวิดีโอแบบเรียลไทม์ AI สามารถพูดคุย เล่นเกม ชื่นชมเมื่อเด็กทำได้ดี รวมถึงตอบสนองต่อบทสนทนาได้ทันที ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมมากขึ้น

แม้จะเปิดโอกาสให้ลูกใช้ AI แต่สวีนีย์ย้ำว่า เธอให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบบดูแลเบื้องหลังสำหรับการเลี้ยงลูก” ทุกครั้งที่ตั้งค่า AI เธอจะกำหนดคำสั่งอย่างละเอียด ทั้งช่วงอายุของเด็ก รูปแบบการสื่อสาร รวมถึงหัวข้อที่ AI ไม่ควรเข้าไปให้คำแนะนำ เพื่อให้การใช้งานอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม

ผู้ช่วยทำการบ้านให้กับลูก ๆ

ภาพประกอบ – สวีนีย์ยังนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็น “ผู้ช่วยทำการบ้านให้กับลูก ๆ” อีกด้วย

สำหรับประเด็นอ่อนไหว เช่น ภาพลักษณ์ของร่างกาย ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล เธอได้ตั้งกฎให้ AI ไม่ตอบหรือให้คำปรึกษาโดยตรง แต่ให้แนะนำเด็กกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้แทน เพราะมองว่าบทบาทของ AI ควรเป็นเพียงผู้ช่วย “ไม่ใช่ผู้ตัดสิน” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต”

แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าการใช้ AI ช่วยเลี้ยงลูกเป็นเรื่องน่ากังวล แต่สวีนีย์เชื่อว่า พ่อแม่ไม่ควรรู้สึกผิดกับการขอความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี เธอมองว่าไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง และหาก AI ช่วยลดภาระงานประจำวัน ทำให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม เธอเตือนผู้ปกครองว่า “ไม่ควรปล่อยให้เด็กใช้งาน AI โดยไม่มีการเตรียมความพร้อม” เพราะการให้ AI พูดคุยกับลูกก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้คนแปลกหน้ามาพูดคุยกับเด็ก ผู้ปกครองจึงควรตั้งค่าระบบให้เหมาะสม เข้าใจข้อจำกัดของ AI และติดตามบทสนทนาของลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถตรวจพบและแก้ไขสิ่งที่ไม่เหมาะสมได้ทันท่วงที พร้อมย้ำว่า AI จะเป็นผู้ช่วยที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อมีพ่อแม่คอยกำกับดูแลอยู่เสมอ

AI

แทนที่จะกดดันให้ลูกสาวต้องเปิดใจเล่าปัญหาดราม่ากับกลุ่มเพื่อนโดยตรง สวีนีย์เลือกใช้แชต AI เป็นตัวกลางในการตั้งคำถาม ช่วยให้ลูกสาวได้สำรวจความรู้สึกและเรียนรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่กำลังเผชิญ – ภาพจากเฟซบุ๊ก Nici Sweaney

ที่มา: nypost

อ่านข่าวเพิ่มเติม: AI Psychosis คืออะไร? พนักงานแฉบอสเชื่อ AI มากกว่าคน ฟังแต่ Claude ทุกการตัดสินใจ โทษทีมเมื่อเกิดข้อผิดพลาด จนทำชาวเน็ตจำนวนมากแห่แชร์ประสบการณ์เดียวกัน

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน