เข้าสู่ปีที่ 5 นับจากรัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สงครามที่เกิดขึ้นกลางยุโรปยังไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยูเครนต้องเตรียมรับมือกับฤดูหนาวอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความปลอดภัยของประชาชน

การเดินทางเยือนกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ของผู้สื่อข่าวข่าวสด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศ ก็ยังต้องเผชิญกับฝูงโดรนและขีปนาวุธที่ถูกยิงเข้ามาทั้งวันทั้งคืน

หนึ่งในการพบปะครั้งสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ณ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวได้พบกับ มาริยานา เบตซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน พร้อมด้วย ชานนา เลชชินสกา อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก และ เฮอร์ฮี ทิคห์ยี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน

คณะผู้สื่อข่าว สนทนากับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครน

บทสนทนาไม่ได้มีเพียงเรื่องสถานการณ์ในสนามรบ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การโจมตีพลเรือน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฤดูหนาว การคว่ำบาตรรัสเซีย อนาคตของการเจรจาสันติภาพ การนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงบทบาทของอาเซียนและจีน

สถานการณ์ยากลำบาก’ รัสเซียเปลี่ยนเป้าโจมตีพลเรือน

มาริยานา เบตซา กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีความยากลำบากอย่างมาก โดยยูเครนมองว่ารัสเซียได้ยกระดับการโจมตีต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เธอกล่าวว่า รัสเซียไม่สามารถรุกคืบในสนามรบและไม่ได้ยึดพื้นที่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ จึงหันไปใช้การโจมตีพลเรือนและเด็ก โดยเฉพาะเมื่อใกล้เข้าสู่ฤดูหนาว

เป้าหมายของการโจมตีดังกล่าว ตามมุมมองของรัฐบาลยูเครน คือการข่มขวัญประชาชน สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยา รวมถึงสร้างความวุ่นวายและความตื่นตระหนก

สภาพอาคารสำนักงานที่เสียหายจากโดรน ที่เมือง โอเดสซา ประเทศยูเครน (ภาพ-เอพี)

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนย้ำว่า แม้การโจมตีจะเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ยูเครนยังคงยืนหยัด

“มันไม่ง่าย เพราะมีการโจมตีเกิดขึ้นทุกวัน และเรื่องนี้ไม่ควรกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ แต่ยูเครนก็มีความยืดหยุ่นและยืนหยัดอย่างมาก”

สำหรับยูเครน เป้าหมายสำคัญคือการรักษาความเป็นเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนภายในพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็น “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

แต่เบตซาย้ำว่า สิ่งที่ยูเครนกำลังต่อสู้นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของยูเครน

เราไม่ได้ปกป้องแค่ยูเครน’

“นี่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงสงครามระดับภูมิภาค เราไม่ได้ปกป้องเพียงยูเครน หรือแม้แต่เพียงยุโรปเท่านั้น แต่มันไปไกลกว่านั้น”

กลุ่มควันจากการถูกโจมตีลอยขึ้นเหนือกรุงเคียฟ

เธอกล่าวว่า สิ่งที่ยูเครนกำลังถูกปกป้องคือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และคุณค่าพื้นฐานที่ยูเครนมองว่าถูกท้าทายจากรัสเซีย

“สถานการณ์นี้เป็นเรื่องยาก แต่ยูเครนยังคงยืนหยัด”

สิ่งที่ยูเครนต้องการเร่งด่วนที่สุด: ระบบป้องกันภัยทางอากาศ

หนึ่งในความต้องการเร่งด่วนที่สุดของยูเครนในขณะนี้ คือเครื่องสกัดขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศ

เบตซาระบุว่า เมื่อสงครามเข้าสู่ปีที่ 5 ยูเครนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเครื่องสกัดขีปนาวุธ ขณะที่รัสเซียใช้การโจมตีแบบผสมผสานมากขึ้น ทั้งโดรน ขีปนาวุธวิถีต่าง ๆ และขีปนาวุธแบบทิ้งตัว

การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่บนแผ่นดินเท่านั้น เธอยังกล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลดำ ซึ่งยูเครนระบุว่ารัสเซียโจมตีเรือมากกว่า 50 ลำ และมีลูกเรือเสียชีวิตมากกว่า 30 คน

สำหรับยูเครน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารด้วย เพราะยูเครนเป็นแหล่งส่งออกอาหารไปยังหลายประเทศ รวมถึงประเทศในแอฟริกา

เบตซายังชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนที่รัสเซียได้รับจากอิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยมองว่าปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าสงครามไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อยุโรป แต่มีผลกระทบต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย

4 สิ่งที่ยูเครนต้องการจากประชาคมโลก

เมื่อถามถึงสิ่งที่ยูเครนต้องการจากนานาชาติ เบตซาอธิบายถึง 4 ด้านสำคัญ

ประการแรก คือการสนับสนุนทางทหาร โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ประการที่สอง คือแรงกดดันทางการเมืองต่อรัสเซีย เพื่อให้ยุติสงคราม โดยเธอย้ำว่าการหยุดยิงเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับการเจรจาที่มีสาระสำคัญ

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (ภาพ-เอพี)

เบตซาระบุว่า ยูเครนเคยเห็นชอบต่อข้อเสนอการหยุดยิงทันที ไม่มีเงื่อนไข และครอบคลุมเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน แต่รัสเซียยังไม่เห็นชอบ

ประการที่สาม คือมาตรการคว่ำบาตร โดยยูเครนต้องการให้ยุโรป สหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศอื่น ๆ ประสานมาตรการให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะต่อกองเรือเงา ภาคธนาคาร และช่องโหว่ที่รัสเซียใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

และประการที่สี่ คือความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสงคราม

เบตซาระบุว่า หากรัสเซียสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบจากการรุกราน อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้ ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ส่งผลต่อประเทศอื่น ๆ ที่กำลังจับตาสถานการณ์

เด็กยูเครน’ อีกหนึ่งเส้นแดงที่เคียฟต้องการนำกลับบ้าน

หนึ่งในประเด็นที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนให้ความสำคัญอย่างมาก คือชะตากรรมของเด็กยูเครน

เธอระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมามีเด็กมากกว่า 20,000 คนถูกนำออกจากยูเครนและถูกถ่ายโอนไปยังรัสเซีย ขณะที่จนถึงต้นเดือนกันยายน ยูเครนสามารถนำเด็กกลับมาได้มากกว่า 2,200 คน

อาคารสถานีโทรทัศน์ที่ถูกโจมตี กลางกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

เบตซากล่าวขอบคุณประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มโกลบอลเซาท์ที่ช่วยสนับสนุนความพยายามดังกล่าว โดยเฉพาะกาตาร์ ซึ่งมีบทบาทเป็นหนึ่งในผู้ไกล่เกลี่ย และยังกล่าวถึงบทบาทของเมลาเนีย ทรัมป์ ในการช่วยเหลือด้านการติดต่อเกี่ยวกับเด็กยูเครน

เธอกล่าวว่าเด็กจำนวนมากยังคงอยู่ในรัสเซียและถูกแยกออกจากครอบครัว รวมถึงถูกมอบสัญชาติรัสเซีย ขณะที่ยูเครนกล่าวหาว่ามีการปลูกฝังแนวคิดและการทหารแก่เด็กเหล่านี้

“หนึ่งในเส้นแดงของยูเครนคือการนำเด็กของเรากลับคืนมา”

นอกจากเด็กแล้ว ยูเครนยังกล่าวถึงเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกควบคุมตัว โดยเบตซาระบุว่ามีหลักฐานและพยานเกี่ยวกับการทรมานเชลยศึกชาวยูเครน รวมถึงการทรมานทางเพศและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม

เธอกล่าวถึงความพยายามผลักดันให้รัสเซียต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านี้ผ่านกลไกระหว่างประเทศ รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ และความพยายามจัดตั้งศาลพิเศษสำหรับอาชญากรรมการรุกรานภายใต้กรอบของสภายุโรป

สันติภาพต้องมี แต่ ‘เส้นแดง’ ของยูเครนยังอยู่

สำหรับการเจรจาสันติภาพ เบตซากล่าวอย่างชัดเจนว่า ยูเครนต้องการสันติภาพและต้องการสันติภาพมากกว่าประเทศอื่นใด เพราะยูเครนเป็นฝ่ายที่กำลังเผชิญสงคราม

เธอกล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี พร้อมพบกับผู้นำรัสเซียเพื่อเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่การเจรจาจะต้องเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่ยูเครนยอมรับได้

เส้นแดงสำคัญคือ บูรณภาพแห่งดินแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ การนำพลเมือง เชลยศึก และเด็กกลับประเทศ และการมีหลักประกันด้านความมั่นคงที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียกลับมาโจมตียูเครนอีก

ยูเครนยังยืนยันว่าจะไม่ยอมรับดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครองชั่วคราวว่าเป็นดินแดนของรัสเซีย

เบตซากล่าวว่า หลังการหยุดยิงและมีระบบตรวจสอบแล้ว จึงควรพูดถึงหลักประกันความมั่นคงในระยะต่อไป ซึ่งอาจรวมถึงการมีบุคลากรด้านความมั่นคงจากประเทศยุโรปอยู่ในพื้นที่ แต่เธอย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะระบุว่ารูปแบบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

แล้วอาเซียนช่วยอะไรยูเครนได้บ้าง?

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยูเครนต้องการให้อาเซียนช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรในช่วงเวลานี้ คำตอบจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนเริ่มต้นจากหลักการสำคัญที่สุด นั่นคือการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ

เธอเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนสนับสนุนหลักการดังกล่าว และมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ

เบตซากล่าวว่า ยูเครนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในประเด็นต่าง ๆ เช่น การนำเด็กยูเครนกลับคืนมา

อีกสิ่งที่เธอเรียกร้องคือการตระหนักถึงข้อมูลบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อจากรัสเซีย ซึ่งยูเครนมองว่ายังคงมีอิทธิพลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศในโกลบอลเซาท์

“รัสเซียไม่ได้มีเป้าหมายเพียงยูเครน”

ในมุมมองของรัฐบาลยูเครน ความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบโลกและแนวคิดเรื่องเขตอิทธิพล หากกฎหมายระหว่างประเทศถูกแทนที่ด้วยการใช้กำลัง ประเทศขนาดใหญ่ก็อาจมองว่าตนเองมีสิทธิใช้กำลังเพื่อบังคับประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนมองว่าไม่ควรเกิดขึ้น

จีน’ อาจมีอิทธิพลต่อมอสโก

เมื่อถามถึงบทบาทของจีนในการยุติสงคราม เฮอร์ฮี ทิคห์ยี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า ยูเครนมองว่าจีนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจสำคัญที่สามารถมีอิทธิพลต่อรัสเซียได้

เขากล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในฐานะผู้นำที่ยูเครนมองว่าสามารถมีอิทธิพลต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้ โดยในมุมมองของเขา จีนอาจมีอิทธิพลต่อรัสเซียมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

ทิคห์ยียังมองว่า จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับยุโรป และอาจไม่ต้องการเห็นรัสเซียเข้าสู่ภาวะไร้เสถียรภาพหรือความวุ่นวาย เพราะจีนมีพรมแดนร่วมกับรัสเซียเป็นระยะทางยาว

เขากล่าวว่า สงครามมีต้นทุนต่อรัสเซียสูงเกินกว่าระดับที่สมเหตุสมผลมานานแล้ว และตั้งข้อสังเกตว่าความพยายามเดินหน้าสงครามต่อไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพภายในรัสเซียเอง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่ามีเหตุผลที่จีนจะเข้ามามีบทบาทและเรียกร้องให้ปูตินยุติสงคราม

ทำไมคนที่อยู่ไกลหลายพันกิโลเมตรจึงควรสนใจสงครามนี้?

คำถามอีกข้อที่สำคัญ คือเหตุใดประชาชนในประเทศที่อยู่ห่างจากยูเครนหลายพันกิโลเมตรจึงควรสนใจสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรป

ชานนา เลชชินสกา อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศยูเครน ตอบว่า ผลกระทบของสงครามไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดนของยูเครน

“ผู้คนคิดว่านี่เป็นสงครามที่อยู่ไกลออกไป เป็นสงครามที่เกิดขึ้นที่อื่นในยุโรป และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่ผลกระทบและผลที่ตามมาของสงครามนี้สามารถรู้สึกได้ในทุกภูมิภาค”

เธอยกตัวอย่างราคาสินค้าอาหาร ราคาน้ำมัน และสถานการณ์เศรษฐกิจที่แย่ลงในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น ประเทศในแอฟริกา

บริเวณดด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศยูเครน กรุงเคียฟ จัดแสดงรถถัง รถกู้ชีพ ฯลฯ ในสงคราม

เลชชินสกากล่าวถึงโครงการ Grain from Ukraine ซึ่งเป็นความริเริ่มเพื่อส่งอาหารไปยังผู้ที่ต้องการ โดยร่วมมือกับพันธมิตรยุโรปในการจัดหาและส่งธัญพืชจากยูเครน

สำหรับเธอ นี่คือตัวอย่างว่าผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ

หากกฎหมายระหว่างประเทศล้มเหลว จะเกิดอะไรขึ้น?

ประเด็นที่เลชชินสกาต้องการสื่อถึงประชาชนในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากสงคราม คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนอาจกลายเป็นแบบอย่างให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

เธอชี้ว่า หากการใช้กำลังสามารถนำมาใช้เพื่อบังคับประเทศเพื่อนบ้านให้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศได้ ระบบระหว่างประเทศก็อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“ถ้าคุณไม่ชอบนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน คุณก็สามารถโจมตีประเทศนั้นและเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของเขาด้วยกำลังได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา”

เธอย้ำว่า สิ่งที่ยูเครนเรียกร้องคือการให้กฎหมายระหว่างประเทศยังคงมีความหมาย การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ และการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ

เราไม่ได้ปกป้องแค่ยูเครน’ กับสารที่ส่งออกมาจากกรุงเคียฟ

ตลอดการสนทนากับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครน มีประโยคหนึ่งที่ถูกย้ำหลายครั้งในหลากหลายรูปแบบ นั่นคือ สงครามครั้งนี้ไม่ได้ถูกมองจากฝั่งยูเครนว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

สำหรับรัฐบาลยูเครน สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร ราคาพลังงาน เศรษฐกิจ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตลอดจนอนาคตของกฎหมายระหว่างประเทศ

กรุงเคียฟ และเมืองอื่นๆ ในยูเครน ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ในสนามรบ การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธยังดำเนินต่อไป และยูเครนกำลังเตรียมตัวรับฤดูหนาวอีกครั้ง รัฐบาลยูเครนยังคงส่งสารถึงประชาคมโลกให้ช่วยกันรักษาแรงกดดันต่อรัสเซีย สนับสนุนการป้องกันประเทศ และเดินหน้าสู่การหยุดยิง

แต่ในเวลาเดียวกัน ยูเครนยืนยันว่า “สันติภาพ” ที่ต้องการจะต้องเป็นสันติภาพที่มาพร้อมกับหลักประกันด้านความมั่นคง การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และการนำประชาชนของยูเครนกลับคืนมา

จากห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ในเมืองหลวงที่ยังต้องเผชิญเสียงเตือนภัยและการโจมตีทางอากาศ นี่คือสารที่ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครนต้องการส่งไปยังโลกภายนอกว่า แม้สงครามจะยืดเยื้อและสถานการณ์ยังยากลำบาก แต่สำหรับยูเครน การยืนหยัดยังคงดำเนินต่อไป และแรงสนับสนุนจากนานาชาติคือความหวังของสันติภาพที่ยั่งยืน

 

คนธ์พงษ์ ธนัชพงศ์จิระ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน