วันที่ 7 ก.พ. นิวยอร์กไทมส์รายงานวิเคราะห์ กรณีนายจอห์น เบอร์คาว ประธานรัฐสภาอังกฤษ กล่าวตีกันนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ให้มากล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการช่วงกลางปีนี้ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ต่อให้ประธานรัฐสภาพูดเช่นนี้แล้ว จะขวางนายทรัมป์ไปกล่าวสุนทรพจน์ในสภาได้หรือ

จอห์น เบอร์คาว / Huffington Post
นายเบอร์คาวกล่าวโดยได้รับเสียงเชียร์จากส.ส. ว่า การที่ผู้นำต่างประเทศจะมากล่าวในรัฐสภาของอังกฤษได้ ไม่ได้เป็นเรื่องทำโดยอัตโนมัติ แต่ถือเกียรติยศเป็นสำคัญ ก่อนนายทรัมป์จะออกคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ชาติมุสลิมเข้าประเทศ ตนต่อต้านนายทรัมป์เข้ามากล่าวสปีชในสภาอยู่แล้ว เนื่องจากนายทรัมป์แสดงแนวทางเหยียดเชื้อชาติสีผิวและเหยียดเพศ กระทั่งเมื่อออกคำสั่งเรื่องห้าม7 ชาติมุสลิม ตนจึงยิ่งต่อต้านมากขึ้น
“แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะให้ค่ากับความสัมพันธ์กับสหรัฐ แต่สิ่งที่พวกเราต่อต้านคือการเหยียดเชื้อชาติและการเหยียดเพศ เราสนับสนุนความเท่าเทียมที่มาก่อนกฎหมายและความเป็นอิสระของตุลาการซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด”
ข้อคิดเห็นจากนายเบอร์คาวเกิดขึ้นไม่บ่อยนักเพราะประธานรัฐสภาต้องวางตัวเป็นกลางเหนือพรรคการเมืองต่างๆ อีกทั้งเป็นสมาชิกที่มีหน้าที่สำคัญในการเห็นชอบต่อการเชื้อเชิญแขกผู้ทรงเกียรติจากต่างประเทศในการให้คำปาฐกถาแก่สมาชิกรัฐสภาและผู้ที่เข้าร่วม
นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า มุมมองดังกล่าวจะคงทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศตะขิดตะขวงใจ และเพิ่มความขัดแย้งต่อหมายครั้งนี้มากขึ้น หลังจากมีชาวอังกฤษและผู้คนในสหราชอาณาจักรร่วมลงนามต่อต้านการเยือนของนายทรัมป์แล้วถึง 1.8 ล้านรายชื่อ ส่วนหนึ่งต้านไม่ให้เข้าเฝ้าควีนด้วย
แต่การที่นางเธเรซา เมย์ยืนกรานในคำเชิญผู้นำสหรัฐมาเยือนอังกฤษเช่นเดิมนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษต้องเตรียมการถอนตัวจากสหภาพยุโรป ดังนั้นจะต้องมีการทำสัญญาการค้ากับสหรัฐโดยไว และรัฐบาลก็หวังว่า หมายเยือนอย่างเป็นทางการจะช่วยในการเจรจาให้ราบรื่นขึ้น
ก่อนหน้านี้มีแขกระดับสูงหลายคนเคยมากล่าวปาฐกถาในรัฐสภาอังกฤษ เช่น นายเนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษและอดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ และนายบารัก โอบามา สมัยที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ