นักวิชาการสหรัฐฯ วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ลามหนักจากปมจับ ‘ก๊กอาน’ เผยสาเหตุไทยยกระดับใช้ F-16

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่น โดยสื่อต่างชาติหลายสำนักต่างรายงานความเคลื่อนไหวไปในหลายมุมมอง เช่น สำนักข่าว BBC และ CNN รายงานตรงกันถึงความตึงเครียดที่ขยายจากเรื่องส่วนตัวของผู้นำ สู่การปะทะทางทหาร

โดยยังมีความเห็นจากนักวิชาการด้านความมั่นคงต่างประเทศที่มองปรากฏการณ์ดังกล่าว

ศาสตราจารย์ ซาชารี อบูซา (Zachary Abuza) นักวิชาการด้านการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิทยาลัยสงครามแห่งชาติ มหาวิทยาลัยการป้องกันประเทศ กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐฯ (National Defense University) ให้สัมภาษณ์ผ่าน CNA สำนักข่าวสิงคโปร์ วิเคราะห์สถานการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นเข้าสู้วันที่ 2

ศาสตราจารย์ ซาชารี ให้ความเห็นประเด็นที่ไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 ต่อเป้าหมายทางการทหารเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าประจำการเมื่อต้นทศวรรษ 1990 มีความสำคัญอย่างไร โดยระบุว่า “การใช้เครื่องบิน F-16 ของไทยเป็นครั้งแรกนั้น ตอบสนองกับการยิงปืนใหญ่และจรวดของฝ่ายกัมพูชาที่ใช้วิธียิงแบบไม่เลือกเป้าหมาย กระสุนปืนใหญ่พุ่งเป้าหมายมายังพลเรือน ทำให้ชาวไทยหลายคนที่อยู่ริมชายแดนถูกสังหาร รวมถึงโรงพยาบาลและเป้าหมายพลเรือนอื่นๆ ทางการไทยจึงยกระดับการตอบโต้ทางการทหารต่อกัมพูชามากยิ่งขึ้น เพื่อพยายามกำจัดหน่วยทหารต่างๆของกัมพูชาที่ยิงปืนใหญ่และจรวดเข้ามาในประเทศ”

ส่วนกรณีความเห็นต่อการใช้กำลังของกัมพูชาภายใต้การนำของฮุนมาเนต นายกฯกัมพูชา ซึ่งถูกประเมินว่ามีความแตกต่างกันเรื่องอาวุธนั้น ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุว่า “มีข้อแตกต่างอย่างสำคัญจริง ระหว่างกองกำลังทหารของไทยและของกัมพูชา โดยกองทัพไทยเป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทรัพยากรดีกว่ามาก อาจมีงบประมาณประจำปีราวๆ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับกัมพูชา น่าจะอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“จากการโจมตีทางอากาศของไทย จะเห็นได้ว่ากองทัพไทยมีความสามารถในการโจมตีที่แม่นยำกว่ามาก ขณะที่ทางกัมพูชามีความเสี่ยงมากกว่าแน่นอน อย่างไรก็ตามส่วนตัวค่อนข้างประหลาดใจกับการยกระดับในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุ

ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุต่อว่า “เราทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังมีการปะทะกันและทหารไทยยิงทหารกัมพูชาเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมาระดับความรุนแรงก็ยังต่ำมาก แม้จะมีการตอบโต้กันในทางการเมืองระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย มีการปิดพรมแดน มีผลกระทบทางเศรษฐกิจบางประการ ส่วนตัวสันนิษฐานว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์จากการเมืองภายในจากระดับความรุนแรงนี้ และส่วนตัวก็ยังไม่เห็นว่าจะมีฝ่ายใดได้ประโยชน์จริงๆ หากความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรง และดำเนินต่อไปในระยะเวลาอันใกล้”

สำหรับประเด็นหลักของการปะทะกันในครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุว่า “ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มจากปัญหาสนธิสัญญาเขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นในปี 1907 สมัยที่กัมพูชายังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ขณะที่ฝั่งไทยมองว่า ปัญหาการตกลงเขตแดนขณะนั้นเกิดขึ้นจากการถูกกดดัน กระทั้งมีการขึ้นศาลโลกในปี 2505 ที่ศาลตัดสินให้โบราณสถานนั้นเป็นของกัมพูชา การปะทะกันล่าสุดบริเวณ สามเหลี่ยมมรกต ซึ่งเป็นแนวชายแดนของทั้งสามประเทศ เกิดจากการโต้แย้งของกัมพูชา และกัมพูชาต้องการนำดินแดนพิพาทในส่วนนี้ไปขึ้นศาลระหว่างประเทศ ขณะที่ฝั่งไทยไม่สนใจเพราะเคยแพ้มาแล้ว 2 ครั้ง มันมีเหตุผลเรื่องความรักชาติอยู่เบื้องหลัง”

“แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือ ทั้งสองชาติต่างได้ผลประโยชน์บางอย่างจากการเป็นคู่ขัดแย้งกันในระดับไม่สูงมาก เพราะหากย้อนไปในการปะทะเมื่อปี 2010-2011 ตอนนั้นฮุน มาเนต เพิ่งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่เขาจะดำรงตำแหน่งนายกฯเมื่อ 2 ปีก่อน ในครั้งนั้นถือเป็นบททดสอบตัวเอง และหลังจากเขาดำรงตำแหน่งมาสองปี เขาก็อยากทำแบบเดิมแน่นอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง สามารถกำจัดฝ่ายค้านในประเทศรวมถึงฝ่ายต่อต้านที่หนีออกไปต่างประเทศได้ มีความเต็มใจอย่างมากที่จะต่อสู้เพื่อชาวกัมพูชา” ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุ

ขณะที่ฝั่งไทย เพิ่งมีปัญหากรณีคลิปเสียงสนทนาหลุดของ นส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ ฮุนเซน นั่นก็เป็นเครื่องมือที่กลุ่มอำนาจเก่าใช้เรื่องนี้ทำลายเธอและบิดาของเธอที่กลับจากการลี้ภัยในปี 2023 หวังโค่นตระกูลชินวัตรให้พ้นจากระบบการเมือง

เมื่อถามความเรื่อง ปัญหาแก็งสแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์ที่มีรายงานว่ารายได้ของผู้นำระดับสูงของกัมพูชาเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว พร้อมๆกับการที่ประเทศไทยพยายามผลักดันนโยบายบ่อนกาสิโนถูกกฏหมายและกำจัดแก็งสแกมเมอร์ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?

ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุว่า เห็นชัดว่ารัฐบาลไทยกำลังเสนอเรื่องการทำเรื่องการพนันถูกกฏหมาย ซึ่งจะส่งผลให้รายได้กัมพูชาลดลง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเหล่านี้มีมูลค่านับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงตระกูลฮุนด้วย ขณะที่รัฐบาลไทยก็หลับตากับเรื่องนี้มานานหลายปี และไม่ได้พยายามเป็นพันธมิตรที่ดีต่อชาติตะวันตกในการจัดการปัญหาศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

“แต่มันเปลี่ยนไปแล้วเมื่อราว 2 สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อทางการไทยได้จับกุม “ก๊กอาน” คนสนิทฮุนเซน ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา “ก็อตฟาเทอร์แห่งปอยเปต” ซึ่งชนชั้นนำกัมพูชาจำนวนมากของกัมพูชา มักนำทรัพย์สินจำนวนมากมาไว้ที่ประเทศไทย โดยไทยก็พยายามสร้างกดดันจากนานาชาติต่อปัญหาในกัมพูชาด้วย” ศาสตราจารย์ ซาชารี กล่าว

และว่า “ไทยเข้าใจดีว่าพรรคประชาชนกัมพูชา ตระกูลฮุนและกลไกทางการเมืองของตระกูลฮุน มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายได้จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้จริงๆ เพราะหากไม่มีรายได้เหล่านั้น ตระกูลฮุนก็จะไม่สามารถรักษาระบบอุปถัมภ์ซึ่งรับประกันการผูกขาดอำนาจของพวกเขาได้ แน่นอนว่าทางการไทยต้องการให้ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อตระกูลฮุนเป็นการส่วนตัวด้วย”ศาสตราจารย์ ซาชารี ให้ความเห็น

ส่วนกรณีความสัมพันธ์ของทักษิณและฮุนเซน จะส่งผลต่อความเสี่ยงในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไรนั้น ศาสตราจารย์ ซาชารี ระบุว่า ช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฮุนเซนและทักษิณมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ช่วงที่ลี้ภัย นายทักษิณก็ไปหาฮุนเซนบ่อยครั้งมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับชนชั้นนำไทย แต่ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนว่า พวกเขาจะไม่ยอมแลกความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เคยมีมากับผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมืองแคบๆ ของพวกเขา

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน