ป.ป.ท.-กรมการปกครอง สอบปมสัญชาติหนุ่มจีน เคลียร์ที่มา-ขุดย้อนหลังถึงรุ่นพ่อ-รุ่นปู่ จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบการกระทำความผิด
จากกรณีสื่อมออนไลน์เผยแพร่ภาพบัตรประจำตัวประชาชนของชายชื่อ นายเฉิงเจ้า หวู ซึ่งระบุที่อยู่ในพื้นที่เขตบางแค กทม. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเกี่ยวข้องกับคดีคลังแสงในจ.ชลบุรี รวมถึงตั้งคำถามว่า ชาวจีนสามารถถือครองบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ยังมีกระแสข่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายเฉิงเจ้า หวู ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง โดยได้รับสัญชาติไทย จากกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ และครอบครัวได้รับสัญชาติไทยมาตั้งแต่รุ่นปู่ ขณะที่ตัวนายเฉิงเจ้า หวู ได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ปี 2551 ประกอบธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกอุปกรณ์โทรศัพท์ และยืนยันว่าไม่รู้จักนายหมิงเฉิน ซัน
ล่าสุดเมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 11 พ.ค.2569 ที่สำนักงานเขตบางแค สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำโดย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครอง ลงพื้นที่สำนักงานเขตบางแค เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของบัตรประชาชนดังกล่าว
คณะเจ้าหน้าที่ไเข้าประชุมร่วมกับ นายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการเขตบางแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยระหว่างการประชุมในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ผู้อำนวยการเขตบางแคได้เดินออกจากห้องประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบสามารถดำเนินการตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่
นายเทียนชัย เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงขั้นตอนตามข้อกฎหมายและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานเขต ย้อนหลังไปถึงปี 2551 โดยในขณะนั้นเจ้าหน้าที่พิจารณาจากเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบิดากับบุตร เนื่องจากเป็นกรณีการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งเอกสารระบุว่าบิดามีสัญชาติไทย
“ยืนยันว่าสิ่งที่เคยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน เป็นเพียงการอธิบายตามเอกสารที่ปรากฏ มิได้ยืนยันว่าการได้สัญชาติดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ตามกฎหมาย เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี และยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยสำนักงานเขตสามารถตรวจสอบได้เฉพาะเอกสารหลักฐานที่ยังปรากฏอยู่เท่านั้น”
ผู้อำนวยการเขตบางแค ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบเฉพาะกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบัตรประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประสานกับกรมการปกครองและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการย้อนตรวจสอบกรณีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในลักษณะเดียวกัน นายเทียนชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ยังไม่สามารถทราบได้ว่ามีกระบวนการตรวจสอบในขณะนั้นอย่างไร แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวขึ้น จึงจำเป็นต้องนำแฟ้มข้อมูลเดิมกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง
นายเทียนชัย เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ผกก.สน.เพชรเกษม ซึ่งได้เชิญไปให้ถ้อยคำ โดยเบื้องต้นตำรวจยืนยันเพียงว่า กรณีของนายเฉิงเจ้า หวู ไม่เกี่ยวข้องกับคดีพบอาวุธสงครามและระเบิดในชลบุรี แต่ไม่ได้ยืนยันว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
“สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในช่วงปี 2551 ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชิญมาให้ถ้อยคำ เว้นแต่หน่วยงานส่วนกลาง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม”
ด้านเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ชี้แจงว่า การขอสัญชาติไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายหลายฉบับ และพิจารณาเป็นรายบุคคล กรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลังไปถึงรุ่นบิดา มารดา และปู่ย่า ว่าการได้สัญชาติไทยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้อง อาจมีการเพิกถอนสัญชาติย้อนหลังตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ มาจนถึงรุ่นลูก
ด้านนายชาคริต ตันพิรุฬห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานทะเบียน กรมการปกครอง กล่าวว่า ขณะนี้กรมการปกครองกำลังเร่งสืบสวนกรณีดังกล่าว รวมถึงป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการสวมบัตรประชาชน เนื่องจากถือเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่าระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองยังมีความน่าเชื่อถือ แต่ยอมรับว่าบางกรณีอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบโดยรวม
“กรมการปกครองกำลังมุ่งตรวจสอบ กรณีชายไทยที่สมรสกับหญิงต่างด้าวหรือหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงชาวจีน ซึ่งมีข้อมูลหลายพันรายทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หลังพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายสมรสเท็จ หรือการนำชายไทยมาแสดงตนเป็นบิดาของเด็ก เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย”
สำหรับกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู พบว่าได้รับสัญชาติไทยโดยการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่า บิดาได้รับสัญชาติไทยอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพบว่าครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 4-5 คน ซึ่งได้รับสัญชาติไทยแล้ว 4 คน จากการพิสูจน์สัญชาติ เนื่องจากบิดามีสัญชาติไทย ส่วนอีก 1 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายเฉิงเจ้า หวู มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรในพื้นที่เขตบางแค ซึ่งเป็นสถานประกอบธุรกิจ ขณะที่กรณีการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอื่นในชั้นผู้ต้องหา ถือว่าสามารถทำได้ตามกฎหมาย หากมีการอยู่อาศัยจริงในสถานที่ดังกล่าว
ส่วนกรณีเจ้าของบ้านยินยอมให้บุคคลสัญชาติจีนเข้าพักอาศัยนั้น ตามกฎหมายเจ้าบ้านจำเป็นต้องทราบว่าใครเข้าออกภายในบ้าน และต้องเป็นผู้ให้ความยินยอมในการเข้าพักอาศัย
ด้าน นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ท.ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ ป.ป.ท. ยืนยันว่า หากพบว่ามีข้าราชการหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป