ทนายตั้ม จัดเต็ม แต่งชุดทหารเรือ พาผู้เสียหายแจ้งจับ บุ๋ม ปนัดดา ยักยอกเงินบริจาคสร้างพูลวิลล่า-ซื้อแบรนด์เนม ผิดหวังจากเงินบุญ ถูกเปลี่ยนเป็นเงินบาป
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 พ.ย.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พาผู้เสียหายมาแจ้งความเอาผิด น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา หลังพบผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชี องค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แล้วถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือเกือบ 10 คน
ทันทีที่นายษิทราเดินทางมาถึง วันนี้มาในลุคชุดคล้ายทหารเรือสีขาว ติดหนวดปลอม สวมแว่นดำขี่สกู๊ตเตอร์เข้ามา โดยบอกว่าที่ใส่ชุดนาวีมา เพราะว่าตำรวจบอกว่ามีทหารเรือเกี่ยวข้องด้วย จึงไปเช่าชุดทหารเรือมาใส่

ทนายตั้ม จัดเต็ม แต่งชุดทหารเรือ พาผู้เสียหายแจ้งจับ บุ๋ม ปนัดดา ยักยอกเงินบริจาคสร้างพูลวิลล่า-ซื้อแบรนด์เนม ผิดหวังจากเงินบุญ ถูกเปลี่ยนเป็นเงินบาป
แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ท่านผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงยืนยันว่าไม่มีทหารเรือเข้ามาเกี่ยวข้องในสมการนี้ แต่หากนำชุดเช่าไปคืนตนก็จะถูกเก็บมัดจำ จึงต้องใส่ชุดนี้มา เพราะเช่ามาแล้ว
น.ส.เจ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนเห็นโพสต์รับบริจาคเงินเพื่อไปช่วยเหลือน้ำท่วมหาดใหญ่ ประกอบกับช่วงนั้นเห็นข่าวผ่านสื่อ จึงโอนเงินไปช่วยจำนวน 100,000 บาท ผ่านบัญชีองค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
ส่วนตัวเห็นว่ามูลนิธิมีความน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจโอนเงินให้มูลนิธินี้เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนต่อ แต่พอเห็นข่าวภายหลังว่ามีการนำเงินไปทำพูลวิลล่า ก็รู้สึกช็อก รู้สึกผิดหวังและเสียดายเงิน และอยากได้เงินคืน
ด้าน นายไก่ ผู้เสียหายอีกราย ซึ่งเป็นเจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท และเพจเปี๊ยะแปดริ้ว กล่าวว่า ตัวเองโอนเงินไปมูลนิธิรวม 70,000 กว่าบาท และยังมีการบริจาคสิ่งของรวมประมาณ 200,000 บาท
ที่ผ่านมาตนชอบบริจาคและเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว จึงแสวงหามูลนิธิที่ไว้ใจได้เพื่อช่วยคนต่อ เพื่อสร้างความดี แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นนำเงินไปสร้างพูลวิลล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรับไม่ได้
ย้อนกลับไปช่วงปี 2567 ตนได้โอนเงินก้อนแรกไปให้กับมูลนิธิของบุ๋ม ปนัดดา จำนวน 50,000 บาท เนื่องจากขณะนั้นได้ติดต่อไปยังมูลนิธิ “กัน จอมพลัง” และ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แต่แอดมินตอบช้า แล้วบังเอิญเจอคนที่ชื่อ “องุ่น” จึงพูดคุยกันแล้วตัดสินใจโอนเงินบริจาค และที่ผ่านมาเวลาขายของในเพจตนมักจะจัดโปรโมชั่นเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิด้วย
ขณะเดียวกัน นายไก่ พูดถึง อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ที่ออกมาพูดถึงเรื่องการต่อต้านการบริจาค ย้อนกลับว่า ที่ผ่านมาคนที่บริจาคผิดหวังมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการบริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ หรือการบริจาคให้วัดต่าง ๆ และล่าสุดก็เป็นเรื่องของมูลนิธิ
ซึ่งตอนนี้อาจารย์เบียร์ก็ตั้งมูลนิธิเหมือนกัน พอมีข่าวก็อาจทำให้เงินไม่เข้ามูลนิธิหรือไม่ถึงออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่ นายพัฒน์ กล่าวว่า ตนโอนเงินให้มูลนิธิของบุ๋ม ปนัดดา 2,000 บาท เพราะขณะนั้นมีการระบุไว้ว่าหากโอนเงินบริจาค 2,000 บาท จะได้เสื้อองค์กรทำดี แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็เงียบหายไป
ที่ผ่านมาตนมักเห็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะว่าคนล้มอย่าไปย่ำยี แต่สำหรับคุณบุ๋มไม่ใช่คนล้มแต่เป็นคนหลอกลวง เราตั้งใจบริจาคเงินไปเพื่อช่วยชายแดนช่วยน้ำท่วมแต่เงินส่วนนั้นกลับถูกนำไปซื้อแบรนด์เนม สร้างพูลวิลล่า เอาเงินบุญเปลี่ยนเป็นเงินบาป
น.ส.เอมี่ ผู้เสียหายอีกราย ถึงกับเสียงสั่นจะร้องไห้ เพราะตัวเองรักและเคารพ บุ๋ม ปนัดดา อย่างมาก เนื่องจากเคยไปปรึกษาเรื่องคดีความส่วนตัว ถึงแม้ขณะนั้นบุ๋ม ปนัดดาจะไม่ได้ช่วยเหลือตัวเอง โดยอ้างว่าเข้าไม่ถึงสื่อก็ตาม
แต่ที่ผ่านมาก็ยังชื่นชอบ โดยก่อนหน้านี้เคยทำบุญบริจาคโลงศพกับมูลนิธิไปจำนวน 1,500 บาท และบริจาคทีละเล็กน้อยอีกหลายครั้ง จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
ขณะที่ ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้จะพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความบุ๋มปนัดดาข้อหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน
ทั้งนี้ ตนมองว่าเกมของบุ๋ม ปนัดดา เรื่องการแจ้งความกลับนายเอ๋ มองว่าพลาด เป็นช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างในการขอคัดค้านการประกันตัวต่อศาลได้อีก เพราะตำรวจคงอ้างว่าโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี มีพฤติกรรมความร้ายแรง ผู้เสียหายจำนวนมาก
แต่การที่ชิงแจ้งความอาจจะเป็นเรื่องของการก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการสอบสวน และยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้พยานหวาดกลัว ซึ่งจากนี้เชื่อว่า อาจารย์เดชาก็จะแจ้งความกลับเรื่องแจ้งความเท็จ ซึ่งอาจติดคุกเพิ่ม 1-2 ปี
ส่วนที่นักกฎหมายตีความคดีนี้เข้าข่ายยักยอกมากกว่าฉ้อโกง แต่ตัวเองมองว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน ความผิดแยกกัน การที่หลอกลวงให้ได้ทรัพย์สินมา โอนเงินมาก็ถือว่าผิดแล้ว เพราะไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ มีเจตนาเอาไปซื้อพูลวิลล่า ซื้อทอง หรือเอาไปใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายองค์ประกอบความผิด
คนที่บอกว่าไม่เข้าข่ายยักยอกต้องศึกษาใหม่หมด การยักยอกคือ หลังจากเงินเข้ามูลนิธิแล้วมีเจตนายักยอกภายหลัง คนที่เป็นผู้เสียหายเรื่องยักยอกคือมูลนิธิ ซึ่งก็เชื่อว่ามูลนิธิไม่ได้แจ้งความเรื่องนี้แน่
ขณะเดียวกัน ทนายตั้ม มีการยื่นให้ตรวจสอบมูลนิธิ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” หลังจากพบว่า ปี 2567 มียอดบริจาค 70,000 บาท แต่ปี 2568 กระโดดไปเกือบ 300 ล้านบาท และพบยอดการใช้เกือบหมด จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการได้ส่วนต่างจากเงินบริจาคนี้หรือไม่ พร้อมยืนยันว่านี่ไม่ใช่การยื่นตรวจสอบโดยส่วนตัวเพราะมีปัญหากับนายสนธิ แน่นอน
ส่วนกรณีของ “มูลนิธิกัน จอมพลัง” ล่าสุดไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำสำนวนค่อนข้างมาก อย่างของคุณบุ๋ม ปนัดดา เส้น 1 โอนโยงไปไม่กี่รอบ ทำให้ตำรวจทำงานง่าย และไว
แต่ กัน จอมพลัง มีถึง 7 บัญชี แล้วก็มีการแตกออกไปอีกหลายพันเส้นเงิน เพราะฉะนั้นต้องให้เวลา แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ดีเอสไอน่าจะเรียกพยานไปสอบ 10 กว่าปากแล้ว แล้วก็น่าจะมีเงื่อนงำของบริษัทที่เปิดใหม่ ในช่วงที่กันจอมพลังได้ให้งานของมูลนิธิกับบริษัทที่เปิดใหม่ช่วงปี 2568 ร่วม 10 บริษัท น่าสงสัยว่าทำไมถึงไม่ซื้อกับบริษัทที่ขายของนั้น ๆโดยตรง
รวมถึงมีเรื่องการ์ดที่เป็นตำรวจ เอาเวลาราชการมาติดตาม กัน จอมพลัง รับเงินทั้งจากมูลนิธิกัน จอมพลัง แล้วก็เงินเดือนราชการด้วย ส่วนนี้ต้องมีการตรวจสอบ
รวมถึงเรื่องของเว็บพนันออนไลน์ ทราบมาว่า กัน จอมพลัง รักกับทางฝั่งกัมพูชมาก่อนที่จะเกิดเรื่องชายแดน ก่อนหน้านี้กันจอมพลังเคยไปกัมพูชาทุก 3 วัน เพื่อทำเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ





