“ปู่คออี้” เศร้าศาลไม่ให้กลับคืนถิ่นเกิด แต่ชี้เจ้าหน้าที่บุกเผาบ้าน ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ

"ปู่คออี้" เศร้าไม่ได้กลับคืนถิ่นเกิดในบั้นปลายชีวิต 

ศาลปค.สูงสุดกลับคำพิพากษาคดีเผาบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เพิ่มเงินชดเชย 5 หมื่นบาท ชี้เจ้าหน้าที่บุกเผาบ้านใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ “ปู่คออี้” เศร้าไม่ได้กลับคืนถิ่นเกิดในบั้นปลายชีวิต  

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 หมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ที่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และพวกรวม 2 คน ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ รื้อถอนเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น

โดยมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานแห่งชาติฯชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1,2,3 และ6 เป็นเงิน 51,407 บาทต่อราย ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท ทั้งนี้หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้ว ให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ส่วนอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่ขอให้กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนมีคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นั้น

แจ พุกาด 1 ในผู้ฟ้องคดี

ศาลเห็นว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้

อ่าน ปู่คออี้ลุ้นศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีเผาบ้าน ยังหวังได้กลับไปตายที่ถิ่นเกิด

โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในกรณีดังกล่าว แม้จะเป็นมาตรการหรือวิธีการที่มีผลทำให้การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ในการจะเลือกใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามอำเภอใจหรือโดยพลการ โดยเฉพาะการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัย ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิอื่นใดของผู้ฟ้องคดีอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายเกินสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ

พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาบิลลี่

กรณีเช่นนี้เจ้าหน้าที่สมควรต้องออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีจัดการกับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินเสียก่อน และแม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ก็ยังไม่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองดำเนินการเข้าทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ในทันที ยังต้องแจ้งคำเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีกระทำการตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสมควร ระบุค่าใช้จ่ายหรือจำนวนค่าปรับทางปกครอง ระยะเวลาดำเนินการและเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการโดยแจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร

พร้อมทั้งปิดประกาศคำสั่งแจ้งเตือนก่อนเริ่มดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร จัดทำบันทึกการปิดประกาศไว้เป็นหลักฐาน และภายหลังจากดำเนินการแล้วก็ต้องจัดทำบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการบัญชีทรัพย์สินที่ทำลายหรือรื้อถอนหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้เก็บรักษาไว้ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ แผนที่สังเขปบริเวณที่ดำเนินการพร้อมภาพถ่าย แล้วนำเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานีตำรวจภูธรแห่งท้องที่ในทันที ตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และกำหนดไว้ในคู่มือปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

ดังนั้นการกระทำของเจ้าหน้ากรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงเป็นการกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำ และเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็นไม่สมควรแก่เหตุ รวมถึงไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504

ทนายความให้สัมภาษณ์

ตลอดจนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติฯต้องรับผิดในผล แห่งละเมิดตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นเงิน 5,000 บาท และค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับของใช้ส่วนตัวเป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนกรณีค่าเสียหายอื่นๆศาลปกครองสูงสุดไม่ได้กำหนดค่าเสียหาย

ขณะที่ นายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานสภาทนายความ กล่าวว่า คำพิพากษาในวันนี้เป็นการยืนยันว่า กรมอุทยานฯใช้อำนาจเกินกว่าเหตุในการเข้ารื้อถอน เผา ทำลาย บ้านและทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบน และบ้านใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่สำคัญเป็นคำพิพากษาที่ยืนยันว่ามติครม. 3 ส.ค. 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เป็นข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งในมติครม.ดังกล่าวมีการห้ามจับกุมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่พิพาทและให้คุ้มครองชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่จนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิตามกฎหมาย หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปปฏิบัติตามมติครม.นี้ให้เป็นรูปธรรม

ด้าน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ หรือนายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่ถูกอุ้มหาย เมื่อวันที่ 17 เม.ย.57 ซึ่งเป็นหลานปู่คออี้ กล่าวว่า ปู่ฝากมาบอกว่าไม่ต้องการเงินทองอะไร เงินที่ได้มาไม่สามารถเลี้ยงได้ทั้งชีวิต เพราะปู่ต้องการเพียงแค่กลับไปอยู่บ้านเกิดที่บ้านใจแผ่นดิน (บางกลอยบน) เพื่อไปใช้ชีวิตในบั้นปลายของเขา

“ตนจะกลับไปบอกปู่ว่าศาลไม่อนุญาตให้ปู่กลับไปบ้านเดิม และปู่คงเสียใจ เพราะปู่พูดเสมอว่าตั้งแต่ลงมาอยู่บ้านบางกลอยล่าง ปู่ไม่มีความสุข เนื่องจากปู่คิดเสมอว่ามาแย่งที่อยู่ของคนอื่น ซึ่งปู่ยังคงหวังว่าหากทางการรับรองให้ปู่กลับไปอยู่บ้านเดิมได้ ปู่ก็อยากขึ้นไปใช้ชีวิตที่นั่น”

ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่มาร่วมฟังคำสั่งศาล

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า จากนี้ไปกรรมการสิทธิฯจะเร่งผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามมติครม. 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลและ กสม.จะต้องทำรายงานเกี่ยวกับสิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองรายงานต่อยูเอ็น เพราะถ้าไม่เร่งรัดปฏิบัติตามมติครม.นี้จะมีชนเผ่าพื้นเมืองอื่นที่อยู่ในเขตป่ากว่า 8 แสนคน ได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ ปู่คออี้ ไม่สามารถเดินทงมาฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดด้วยตนเองได้ เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัดและอาการไอหนักมาก มีเพียงชาวบ้าน และผู้ฟ้องคดีบางส่วนที่มาร่วมฟังคำพิพากษา