แนะประชาชนเข้าใจวาทกรรมตายายเก็บเห็ด ยันศาลพิจารณาตามหลักฐานไม่เกี่ยวฐานะ

โฆษกศาลแนะสาธารณชนเข้าใจข้อเท็จจริงวาทกรรมตายายเก็บเห็ด ชี้ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 48 ปี ไม่ใช่ตายาย ยันศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานไม่เกี่ยงฐานะ ระบุจำเลยทั้งสองรับสารภาพตาม ป.วิไม่ต้องสืบพยาน

จากกรณีคดีดัง นายอุดม ศิริสอน อายุ 54 ปี และนางแดง ศิริสอน อายุ 51 ปี สองสามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงแนง ตั้งแต่ปี 2553 ต่อมาปี 2554 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษาจำคุกคนละ 30 ปี ลดโทษเหลือ 15 ปี ปี 2557 ผู้ต้องหาได้ยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ในปีดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำแก้จำคุกเป็น 14 ปี 12 เดือน โดยในวันนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุก นายอุดม และนางแดง ศิริสอน ในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง โดยให้จำคุกคนละ 5 ปี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

อ่านข่าว ด่วน!!! ศาลฏีกาตัดสินจำคุกคนละ 5 ปี สองตายายกาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3581/2554 หมายเลขแดงที่ 3508/2554 ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน (ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 48 ปี) เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เวลากลางวัน กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ในป่าดงระแนง ตำบลคลองขาม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ และใช้อุปกรณ์เครื่องมือ ตัดและโค่นไม้สักไม้กระยาเลยที่เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ออกจากต้นจำนวน 700 ต้นในเขตดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นใดๆตามกฎหมาย

รวมทั้งร่วมกันมีไม้สัก และไม้กระยาเลยที่ยังไม่ได้แปรรูป จำนวน 1,148 ท่อน โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ไว้ในครอบครอง และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

จนกระทั่ง ในวันนี้ เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ ให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันทำไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 จำคุกคนละ 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลางทั้งหมดกับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครองด้วย

ต่อมาจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 พิพากษาแก้เป็น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครองครอง หรือกระทำการใดๆอันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ

ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 11 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้อันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 19 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันทำไม้ คงจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 9 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จนกระทั่งมีคำพิพากษาของสาลฎีกาในวันนี้

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 3 และ ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

นายสืบพงษ์ ยังกล่าวถึงการวิพากย์วิจารณ์เรื่องวาทกรรม ตายายเก็บเห็ดและความเหลื่อมล้ำที่คนจนต้องโดนลงโทษติดคุกว่า สำหรับคดีนี้ศาลพิพากษาคดีโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสถานะของบุคคลว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย แต่พิพากษาไปตามพยานหลักฐานที่กระทำความผิด ฉะนั้นเรื่องความรวยหรือจนไม่ได้มีผลต่อคำวินิจฉัยพิพากษาของศาล จึงเป็นเรื่องที่สาธารณชนจะต้องทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้ง 2 ที่กระทำความผิดนั้นมีอายุ 48 ปี และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย เนื่องจากจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อหน้าศาล

ซึ่งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาความผิดที่ฟ้องแต่ละข้อหามีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปีเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วศาล ก็สามารถพิจารณาพิพากษาลงโทษได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ซึ่งกรณีความผิดในคดีนี้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตราดังกล่าว

เมื่อถามว่า ในคดีนี้ทนายความได้ยื่นเรื่องขอเงินประกันตัวหากจะมีการยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี ฉะนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาได้ใหม่ นายสืบพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด

ส่วนกรณีที่จะมีการขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ก็ต้องเป็นประเด็นถัดไป ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือจำเลยทั้งสองจะมีสิทธิยื่นได้ และเมื่อมีการยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีแล้ว ถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็อาจจะได้รับการปล่อยชั่วคราวในคดีอีกครั้งหนึ่ง